2009/Mar/28

Story: คุณหมอ เดอะ ซีรีย์ เสื้อกาวน์โอนลี่

Chapter: 1 ; Simple doctor or not

Pairing: Nnoitora x Tesla (Semi Grimm x Ulq , ect.)

Rate: PG - 15 (Maybe ?)

Summary: ใครว่า หมอต้องใส่แว่นหนาๆ บ้าเรียน เคร่งขรึมกันด้วยครับ

Note: ซีรีย์ตามใจฉัน มันมาอีกแล้ว ฟิกกึ่งสั้น จะพยายามจบในตอนนะคะ

Warning: AU, Yaoi Aleart, นอยไม่ซึน(มั้ง), ฟิกเสื่อม รั่ว บ้า ไม่อาจหาสาระใดใดได้

THX: พี่เฟรน ที่คอยฟังไอ้เม่ยบ่นๆตลอดการเขียนฟิกนี้ และร่วมด้วยช่วยกันในโรลเพลย์เสื่อมสุดหูรูด(สารภาพว่าเขียนหนแรกติดภาพนอยกับเทสในโรลเพลย์มา เกือบไปแล้ว 555+)

คุณป๊า+ม้า หมอและพยาบาลสุดเจ็บประจำบ้าน ที่เป็นต้นแบบความเจ็บให้อิลูกสาวตัวดีคนนี้

หมอพาย หมอถุน หมอนพ หมอเหี่ยว เพราะหนังสือปฏิบัติการลับฉบับนศพ.+ชันสูตรลับฉบับหมอเจ็บ ทำให้เม่ยอยากเขียนฟิกหมอๆขึ้นมาจนได้

 

 

---------------------------------------------------------------------

ACT. 1 :  Simple Doctor or not

 

 

 

 

 

 

"โอเคนะครับ หายใจเข้าลึกๆนะ อย่าเกร็ง ปล่อยตัวตามสบาย"
"ค่ะ"
"เอาล่ะ ค่อยๆหายใจพร้อมหมอนะครับ เอ้า หายใจเข้าครับ ดีครับ ทีนี้ค่อยๆผ่อนออกนะ ครับ ถูกแล้วครับ"


"รู้สึกดีขึ้นบ้างมั้ย"
"นิดหน่อยค่ะ แต่รู้สึกว่าประสาทมันไม่ตึงเหมือนเมื่อก่อน"
"ถือว่าเป็นการเริ่มต้นที่ดีครับ ถ้ารู้สึกว้าวุ่น เครียด หรือสับสน ให้ทำตามที่หมอบอกนะครับ กำหนดสมาธิของเราไว้กับลมหายใจ หายใจเข้าออกลึกๆ เป็นจังหวะสม่ำเสมอจะช่วยให้ปลอดโปร่งขึ้น"
"ค่ะ"

"อันที่จริง อาการโรคซึมเศร้าของคุณไม่ได้จัดว่าอยู่ในกลุ่มรุนแรง เพียงแต่เกิดจากสภาพแวดล้อมด้วยส่วนหนึ่งที่ทำให้ไม่หาย ทานยาให้ตรงเวลา และห้ามขาดนะครับ" ขณะสั่ง มือก็บันทึกการรักษาในเวชระเบียน

"ออกกำลังกายหรือทำงานอดิเรกบ้างก็ดีนะครัย แค่อย่าเคร่งเครียดกับมันจนเกินไป แทนที่จะหาย มันจะทำให้คุณรู้สึกแย่ยิ่งกว่าเก่า"  หมอหนุ่มวางปากกาลง ปลายนิ้วเหน็บปอยผมของตนทัดหูขณะเลื่อนใบสั่งยาให้
"หมอคะ ดิฉันมีโอกาสหายใช่มั้ยคะ"
"แน่นอนครับ แต่ทุกอย่างยังคงต้องอาศัยเวลา บางคนหายช้าหรือเร็วไม่เท่ากัน พยายามช่วยเหลือตัวเองให้ได้มากที่สุด แต่ในขณะเดียวกัน ห้ามโทษตัวเองเป็นอันขาดว่ายังพยายามได้ไม่ดีพอ"
"ค่ะ" ผู้ป่วยขยับลุกขึ้นพร้อมๆกับร่างโปร่งที่เปลี่ยนอิริยาบทตามพร้อมแจกยิ้มละไม

"หวังว่า เมื่อเราได้พบกันในเดือนหน้า หมอจะได้เห็นรอยยิ้มของคุณบ้างนะครับ" มือของทั้งสองสัมผัสกันตามธรรมเนียมตะวันตก แรงบีบที่พอเหมาะและรอยยิ้มที่จริงใจ เรียกให้เลือดวิ่งไปเลี้ยงใบหน้าของสาวน้อยจนขึ้นสีระเรื่อ ร่างเล็กโค้งให้

อย่างลุกลนก่อนรีบผลุนผลันออกไป

ดูท่าแล้ว คงจะรีบไปเล่าให้ผู้ปกครองฟังถึงความเป็นมิตรของผู้ที่อยู่ในห้องเป็นแน่


หมอหนุ่มทรุดกายลงนั่งดังเก่าก่อนจะอ้าปากหาว นิ้วเรียวเกลี่ยปอยผมสีทองของตนเล่น ขณะหยิบช็อกโกแล็ตสำหรับคนไข้ที่เขาเจียดเงินเดือนตัวเองซื้อมาประทังความหิว


นี่ก็เกินเที่ยงไปนานแล้ว พวกนั้นคงกินข้าวไปกันหมดแล้วมั้ง...


รสชาติขมเจือหวานกรุ่นกระจายในโพรงปาก แพขนตาหนากระพริบปิดลง พร้อมลมหายใจที่ระบายออกช้าๆ

 

 

อาชีพหมอ ใครว่าสนุกกันครับ

เหนื่อยมาตั้งแต่เรียน ปิดเทอมก็เหมือนไม่ได้ปิด พอมาทำงานก็ต้องทำกันแบบหามรุ่งหามค่ำ ความรับผิดชอบมีเท่าไหร่ใส่ไปเกือบร้อย
งานหนัก ความเสี่ยงสูง บางสาขาวิชาผลตอบแทนอาจจะดี แต่ผมว่ามันก็ไม่ใช่เหตุผลที่จะเอามาหักล้างกันได้หรอก


ผมเป็นจิตแพทย์ครับ หน้าที่หลักคือการให้คำปรึกษาและการรักษาหรือบำบัดกับผู้ที่มีปัญหาทางด้านจิตใจ
คำว่าผู้ที่มีปัญหาทางด้านจิตใจใช่ว่าจะหมายถึงคนที่เป็นบ้าหรือเสียสติเพียงอย่างเดียวนะครับ  กลุ่มอาการที่เกี่ยวข้องกับความผิดปกติทางด้านจิตใจมีเป็นร้อยโรค แต่คนทั่วไปกลับชอบคิดว่าเป็นบ้าถึงมาหาหมอจิต แหม ก็คิดกันแบบนี้กันเสียเยอะแหละครับทำให้หลายคนมารักษาไม่ทันเวลาหรือกว่าจะมาก็อาการหนักเสียแล้ว

 

 

ปลายนิ้วเอื้อมไปคลำชิ้นผ้าก๊อชบริเวณหางคิ้ว สีหน้าของหมอหนุ่มฉายแววยุ่งยากขึ้นมารำไร

 


แผลนี้ก็ฝีมือผู้ป่วยเมื่อเช้าครับ เด็กนักเรียนมอปลายที่เป็นโรคบุคลิกภาพผิดปกติแบบต่อต้านสังคมที่มากับอาจารย์แนะแนวเอาแจกันทุบหัวผมเข้า คงรู้สึกขัดใจ และคิดว่าตัวเองกำลังถูกหาว่าเป็นบ้ากระมัง
แบบนี้แหละครับ ที่รักษายาก หากไม่เปลี่ยนความคิดของคนเสียก่อน ทุ่มเทรักษาเท่าไหร่ก็ไร้ผล
กว่าจะสงบเหตุเมื่อเช้าได้ บุรุษพยาบาลก็เสียเหงื่อไปหลายยก ส่วนผมก็ต้องเสียเวลามาทำแผลแบบนี้ไงครับ

 


แรงสั่นสะเทือนที่แผ่นออกทำให้หมอหนุ่มลืมตาขึ้นอย่างเหนื่อยอ่อน เขาล้วงเอาโทรศัพท์มือถือออกมาจากกระเป๋าเสื้อเชิ้ต ชื่อที่แสดงอยู่บนวัตถุเจ้าปัญหาทำให้เขาต้องรับสายอย่างเสียมิได้

 


"ครับ เทสล่าครับ"
"จะเที่ยงแล้วนา ยังตรวจคนไข้ไม่เสร็จอีกเหรอ" เสียงเพื่อนร่วมวิชาชีพดังมาจากปลายสาย ทำให้เขาหัวเราะเนือยๆ
"รายสุดท้ายเพิ่งให้คำปรึกษาเสร็จไปครับ แล้วก็ ผมเป็นหมอOPD(แพทย์ตรวจผู้ป่วยนอก)นะครับ ไม่ได้เป็นหมอในห้องผ่าตัดแบบอิลฟอร์ทซังสักหน่อยที่จะได้มีเวลาว่างทุกๆครั้งที่ไม่มีงาน"
"เอาน่าๆ ตรวจเสร็จแล้วก็รีบมาละกันนะ แถวนี้มีคนบ่นอย่างกับแมวเปิดกระป๋องปลาไม่ออกอยู่เนี่ย"เสียงห้าวเอะอะโวยวายมาตามสัญญาณคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า เทสล่ายิ้มจาง
"ครับๆ ทราบแล้วครับ ฝากบอกแมวตัวนั้นด้วยก็แล้วกันว่าผมขอโทษ อย่าไปกัดค้างคาวเข้าล่ะ"

 

จิตแพทย์ผมทองใช้หน้าจอโทรศัพท์ต่างกระจกสำรวจความเรียบร้อยของใบหน้าอีกครั้ง นิ้วเรียวปัดปอยผมปิดชิ้นผ้าขาวเอาไว้ ถอดเสื้อกาวน์ออกแขวนไว้ในล็อกเกอร์ส่วนตัว แล้วเดินออกจากห้องมา

 

โรงอาหารสวัสดิการช่วงเที่ยงยังคลาคล่ำไปด้วคนไม่เปลี่ยน ต่อให้มีเครื่องปรับอากาศเป็นสิบตัวที่ทำงานอย่างเต็มกำลัง ก็ดูท่าจะไม่สามารถบรรเทาไอร้อนจากฝูงชนได้ จริงๆแล้วพวกเขาชอบหลบมากินข้าวกันตั้งแต่สิบเอ็ดโมงเสียมากกว่า หรือไม่อย่างนั้นพวกหมอห้องผ่าตัดทั้งหลายก็จะสุมหัวกันอยู่ในห้องพักแพทย์ ส่วนเขาก็ได้เป็นแขกรับเชิญกิติมศักดิ์
ร่างโปร่งสอดส่ายสายตาหากลุ่มเพื่อนของตนอย่างไม่รีบร้อนนัก ในเมื่อคนพวกนั้นชอบทำอะไรในแพทเทิร์นเดิมๆ นั่งทานอาหารก็ชอบนั่งในแต่บริเวณเดิมๆ คงจะหาไม่ยากเท่าไหร่

 

"เฮ้ย กินๆมันไปเถอะน่า จะมามองให้เสียเวลาทำไมวะ" เสียงเอะอะโวยวายจากเด็กกลุ่มหนึ่งที่ดูแล้วคงราวๆมอต้นดึงความสนใจเขาได้ชะงัก
"Toxic Toxic Toxic อย่าไปเชื่อเชียวนะ ไอ้นี่น่ะ เรากินมาแล้ว มันเป็นพิษ กินแล้วตายแน่ๆ" สาวน้อยคนหนึ่งในกลุ่มโวยวายร้องห้ามเพื่อนชาย ไม่ให้เอาอะไรบางอย่างที่รูปร่างบิดเบี้ยวเข้าปาก
"ไอ้บ้า แกจะโวยวายอะไรนักหนา กะอีแค่ซาลาเปาแป้งถั่วเหลืองเนี่ย ฉันทำเองกินเองยังไม่เห็นเป็นอะไรเลย"เด็กสาวผมดำร่างเล็กตะโกนโต้ อีกมือก็พยายามยัดเจ้าสิ่งที่ตัวเองเชื่อมั่นว่าเป็นซาลาเปาเข้าปากเหยื่อเสียให้ได้ ภาพที่เห็นพาให้เขานึกถึงเหตุการณ์ที่บ้านรำไร ผิดกันตรงที่ว่า ฝ่ายทำอาหารนั้น ไม่ได้ยัดเยียดอย่างน่ากลัวแบบนี้
"กระเพาะแกมันผิดปกติโว้ย เฮ้ย ถ้าไม่อยากอาหารเป็นพิษอย่ากินมันเชียวนะ"
"ไม่เห็นยากตรงไหน นี่ก็โรงพยาบาล ท้องเสียจริงๆฉันแบกมันเข้าห้องฉุกเฉินเอง โอเคมั้ย" หนุ่มผมทองได้แต่ถอนหายใจ ชักจะเห็นชะตากรรมของเจ้าหนุ่มคนนั้นรำไรเสียแล้ว

 


สาวเท้าเดินหาต่อ บางทีถ้าเจ้าพวกนั้นจะเปลี่ยนที่นั่งกันบ้างก็ไม่ใช่เรื่องแปลก แต่ผู้คนมากหน้าหลายตาเริ่มพาให้เขาสับสน

 

ไปนั่งอยู่ที่ไหนกัน

 

มือเรียวหยิบอุปกรณ์สื่อสารออกมา แต่ไม่ทันที่จะได้กดโทรออก เสียงเรียกจากด้านหลังก็ช่วยให้เขาไม่ต้องเสียเงินเพิ่มโดยไม่จำเป็น

"เฮ้ย เทสล่า ทางนี้ๆ" เจ้าของชื่อหันไปตามเสียงเรียก ก่อนเดินไปหากลุ่มเพื่อนที่คบหากันมาตั้งแต่เริ่มเข้าทำงาน

 


"ขอโทษที วันนี้เกิดอุบัติเหตุนิดหน่อย" จิตแพทย์ผมทองออกตัวก่อนทรุดกายลงนั่ง เขาหยิบช้อนส้อมขึ้นมาพร้อมสอดส่ายสายตาหาสิ่งที่จะช่วยระงับเสียงคร่ำครวญจากกระเพาะ พลัน ก็มีมือเสือกจานข้าวเข้ามาให้เสียก่อน
"เอาไปเลยไป มาช้าสุดกินข้าวทงคัตสึราดแกงกระหรี่นี่แหละ"รอยยิ้มกวนๆจากชายผมฟ้าทำให้ร่างโปร่งถอนหายใจอย่างปลงๆ
"รู้ทั้งรู้นะครับ ว่าช่วงนี้ผมไม่อยากกินเนื้อหมู"นัยน์ตาสีน้ำตาลตวัดมองกึ่งค้อน ก่อนลงมือจัดการอาหารตรงหน้าอย่างรวดเร็ว

 

 


นี่แหละครับ เพื่อนของผม กลุ่มของผม

พวกเราคบกันมานานพอควร ส่วนหนึ่งก็ตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย ที่เหลือ ก็มาสนิทกันช่วงที่ทำงานแล้วทั้งนั้น หรือจะพูดให้ถูก คือพวกเขารู้จักกันตั้งแต่สมัยเรียนมัธยม เมื่อแยกย้ายกันไปเรียนต่างมหาวิทยาลัยจึงได้เจอกับผม แล้วมาพบกันอีกครั้งเมื่อเข้าทำงานที่โรงพยาบาลแห่งนี้

 


พ่อหนุ่มผมฟ้าที่ยัดเยียดข้าวหมูทอดมาให้ผม กริมจอว์ แจ็กเกอร์แจ็กครับ ศัลยแพทย์หนุ่มไฟแรงที่ได้รับการโวทในงานปีใหม่แล้วว่า สีผมเจ็บที่สุดในห้องผ่าตัด อันนี้ผมเองก็ไม่ทราบหรอกนะครับว่าเป็นที่สุดจริงหรือเปล่า เพราะห้องผ่าตัดใช่ว่าจะเป็นสถานที่ที่น่าพิศมัยนักหรอก
ส่วนที่นั่งอยู่ข้างๆ อุลคิโอร่า ชิฟเฟอร์ หมอวิสัญญีที่ชอบอยู่เวรกะดึกครับ มื้อนี้ถือว่าเป็นมื้อแรกที่เขาจะเติมพลังงาน ช่วงมื้อเช้าของคนปกติ คือเวลาพักผ่อนสำหรับเขาครับ
สองคนนี้เวลาทำงานแล้วจะเข้าขากันดี แต่เวลาอยู่ด้วยกันแบบนี้ บางที ผมก็เห็นเขาทะเลาะกันบ่อยๆเหมือนกันนะ

 


"เฮ้ย เอาผักมาใส่ในจานฉันทำไมวะ"
"โวยวายไปทำไม ผักมีประโยชน์ แค่วิชาสุขภาพพื้นฐานแบบนี้นายไม่รู้หรือไง" อีกฝ่ายเอ่ยด้วยสีหน้าเรียบเฉย ขณะเขี่ยผักสลัดลงไปเพิ่ม
"ก็คนมันไม่ชอบเฟ้ย เอาออกไปเลยนะ" ฝ่ายถูกยัดเยียดพยายามคีบกลับ แต่ชายผิวซีดก็ไม่ยอมแพ้
"กินๆเข้าไปซะ อย่าเรื่องมาก กินแต่เนื้อแบบนั้น ถ้าเป็นริดสีดวงทวารขึ้นมาฉันจะหัวเราะให้"วิสัญญีแพทย์พูดเสียงเรียบ และกริมจอว์ก็รู้ดีว่าอุลคิโอร่าเอาจริง แต่ไอ้การที่ต้องไปก้มโค้งให้คนอื่นผ่ารูก้น มันทุเรศเกินรับได้นะเฟ้ย!!!
"ฮึ่ย!!!"

 


จริงๆแล้ว ผมว่าอุลคิโอร่าเขาเป็นห่วงมากกว่านะ แต่พูดไม่เป็นแค่นั้นหละ

 


ถัดจากคู่เวรดึกแล้วก็เป็นหนึ่งในลูกชายผู้อำนวยการ คุโรซากิ อิจิโกะครับ
หมอนี่จบแพทย์จากมหาวิยาลัยเดียวกับผม แต่ไปต่อเฉพาะทางด้านกุมารศัลยศาสตร์ครับ เห็นผมส้มๆ หน้าตาค่อนไปทางแสบๆแบบนี้ เข้ากับเด็กได้เก่งเหลือเชื่อจริงๆ
จริงๆแล้วเขามีน้องชายฝาแฝดชื่อซันเงสึด้วยนะครับ คุณอิชชินบอกว่าตอนเด็กๆเหมือนกันอย่างกับแกะ แต่ผมว่าโตมาตอนนี้ก็เป็นได้แค่ภาพที่โดนInvertด้วยโฟโต้ช็อปเท่านั้นแหละครับ

ซันเงสึ หรืออีกชื่อที่พวกเราติดปากกันว่าชิโรซากิก็เป็นศัลยแพทย์เช่นเดียวกัน วันนี้เห็นบอกว่ามีเคสด่วนตั้งแต่ช่วงสิบโมงเช้า คงจะหินน่าดู หมอนั่นเก่งไม่แพ้พี่ชายเลยล่ะ แต่ส่วนตัวแล้ว ผมรู้สึกว่าเขามีความผิดปกติทางจิตนิดหน่อยนะ
อ้อ เขาเป็นประสาทศัลยแพทย์นะครับ

 

"เฮ้ เทสล่า เหม่ออะไรน่ะ เดี๋ยวฉันแย่งทงคัทสึนายกินซะเลยนี่" ตะเกียบไม้จิ้มแก้มใสของหมอหนุ่มจนเจ้าของชื่อสะดุ้งเฮือกด้วยความตกใจ
"อ.. อิลฟอร์ทซัง จะเอาก็เอาไปเถอะครับ ช่วงนี้ผมเบื่อเนื้อหมู" ได้โอกาสเหมาะทันที เทสล่ารีบดันชามข้ามของตนให้ ฝ่ายเย้าแหย่กลับปฏิเสธพลันวัน
"เฮ้ย ได้ไงกัน ฉันล้อเล่น ปัดโธ่ นายแหละกินเข้าไปเยอะๆ ยิ่งผอมๆแบบนี้เดี๋ยวนอยโทร่าไม่ชอบอย่าหาว่าฉันไม่เตือนล่ะ" แอบทิ้งท้ายให้คนเบื่อหมูหน้าแดงเล่น ในขณะที่ตัวเองแท็กมือกับน้องชายที่นั่งอยู่ตรงกันข้ามด้วยความสะใจ

เหยื่อของการเย้าแหย่ทำได้แค่ซ่อนดวงหน้าที่ขึ้นสีระเรื่อไว้ใต้ม่านผมแล้วตักข้าวกับหมูทอดเข้าปากอย่างเอาเป็นเอาตาย

 


นี่แหละครับ เจ้าชายของวงการแพทย์

อิลฟอร์เต้ แกรนซ์ ศัลย์แพทย์ด้านออร์โธปิดิกส์(กระดูกและกล้ามเนื้อ)มือทอง ได้ข่าวมาว่าจบแพทย์ด้วยเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง แถมยังมีคะแนนเป็นอันดับต้นๆสมัยเป็นเรซซิเดนท์(แพทย์ประจำบ้าน-หมอที่เรียนต่อเฉพาะทาง) มาดนิ่ง สุขุมนุ่มนวล ผมสีทองยาว ท่าทางดูสง่า กิริยาท่าทางที่ชวนให้ผู้ป่วยและญาติมอบความไว้วางใจในการรักษา


แต่ขอโทษเถอะ

 

มันเฟคทั้งเพ!!!

สำหรับพวกเรา เขาก็แค่หมอจิตป่วนดีๆนี่เองแหละครับ


หมอนี่มีน้องชายฝาแฝดอีกคน ชื่อซาเอล อพอลโล่ แกรนซ์ แพทย์ประจำแผนกนิติเวชของโรงพยาบาลแห่งนี้

หากบอกว่า คุโรซากิทั้งสองเป็นฝาแฝดที่ต่างกันสุดขั้วแล้ว ผมคงต้องเถียงแบบหัวชนฝา เพราะคู่ที่ยิ่งกว่าน่ะ นั่งอยู่ตรงนี้แล้วไงครับ

ซาเอล เป็นแพทย์แผนกนิติเวชที่โรคจิตเป็นอันดับสองของโรงพยาบาลแห่งนี้ อย่าหาว่าผมเอาความเห็นส่วนตัวเป็นที่ตั้งเลยนะครับ กล้าสาบานให้คุณนอยโทร่าไม่รัก ลองถามหมอถามพยาบาลแถวนี้ดูสิ ว่าผมน่ะพูดโกหกหรือเปล่า
เจ้าคนผมสีเจ็บเป็นอันดับสองก็ยกให้เขานี่แหละครับ จากปากคำของอิลฟอร์ท สมัยที่ยังเด็ก ทั้งคู่ก็มีผมสีทองเช่นเดียวกัน แต่เมื่อได้มาพบกับอาจารย์หมอมายูริ ซึ่งปัจจุบันเป็นหัวหน้าภาควิชานิติเวชศาสตร์ ซาเอลก็เปลี่ยนไป

ย้อมผมสีผิดธรรมชาติ(ที่ผมคิดว่าอาจจะได้รับอิทธิพลจากอาจารย์ของเขาเอง หรือไม่ก็แพทย์หญิงท่านหนึ่งจากประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้) ทำอะไรแผลงๆหนักกว่าแต่ก่อน แรดขึ้น(อันนี้ขอสารภาพว่าผมเองก็ฟังเขามาอีกที) และที่สำคัญที่สุด โรคจิตขึ้นอย่างไม่ต้องสงสัย

แม้จะไม่ต้องมีทฤษฎีหรือหลักฐานทางการแพทย์มายืนยัน แต่ตัวผมนี่แหละ ที่กล้ารับรอง

ว่าความโรคจิตมันสามารถแพร่และดูดซึมได้ทางลมหายใจ...

 

 

"เฮ้ย เทสล่า ฉันถามอะไรอย่างหนึ่งสิ" เสียงห้าวๆทำให้เขาเงยหน้าขึ้นจากอาหาร
"อือ อะไรล่ะ"
"แกเองก็เป็นจิตแพทย์มาตั้งนาน รักษาคนไข้หายมาเป็นสิบเป็นร้อย..." ใจจริงเขาก็อยากท้วงว่าควรจะใช้คำว่าผู้ป่วยมากกว่า แต่สายตาประหลาดที่มองมา ไล่จากซอกคอลงมาตามรอยแหวกของเสื้อเชิ้ตสีอ่อนพาให้เขาขนลุกซู่

"เมื่อไหร่จะรักษาตัวเองให้หายจากโรคมาโซคิสม์ซะทีวะ"


เคร้ง!!!

เทสล่ารู้สึกเหมือนตัวเองมือไม้อ่อน หน้ามืดคล้ายจะเป็นลมขึ้นมาเสียเฉยๆ ร่างบางรวบสาบเสื้อเข้ามาแล้วพยายามกลัดกระดุมคอเม็ดบนสุด ในขณะที่มือเรียวของคนที่ข้างๆพยายามยื้อออกเพื่อตรวจบาดแผลให้แน่ใจ

 

"เทสล่า ปล่อยเดี๋ยวนี้นะ เจ้าบ้านั่นมันกล้าทำอะไรแบบนี้กับเธออยู่อีกเรอะ" เสียงพยาบาลสาวแหวใส่ ในขณะที่ตัวเขาพยายามยื้อเสื้อตัวเองอย่างเอาเป็นเอาตาย

ใครจะไปคิด ว่ารอยคมฟันกับไอ้รอยคิสมาร์คนั่นจะยังอยู่มาตั้งสามสี่วันแบบนี้
แล้วใครจะไปคิดล่ะ ว่าไอ้เจ้าแมวหัวฟ้าบ้านั่นจะมาตาไวเห็นเข้าจนได้!!!


"ปล.. ปล่อยผมเถอะครับคุณเนลิเอล คนในโรงอาหารเขามองมาทางนี้แล้วนะครับ" ร่างบางพยายามอ้อนวอน เมื่อสบนัยน์ตาใสๆ สุดท้ายรองหัวหน้าพยาบาลห้องผ่าตัดจึงยอมรามือแต่โดยดี
"ชิ วันนี้ฉันกับมันได้เคลียร์กันแน่"หญิงสาวยังเอ่ยอย่างหมายมาด นัยน์ตาที่บ่งบอกว่าเอาจริงเริ่มทำให้เทสล่าเสียวสันหลัง
"ม ... ไม่เป็นไรหรอกครับคุณเนลิเอล จริงๆแล้วมันก็แค่เรื่องปกติของคนที่รักกันนะครับ"รีบปฏิเสธปากคอสั่น ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนตวัดมองคนจุดประเด็นขึ้นมาอย่างคาดโทษในใจ

อย่าให้ถึงทีของผมบ้างนะ

"แน่นะ"พยาบาลสาวทรงโตยังคงคาดคั้น
"จริงๆครับ"เทสล่ารีบยืนยันคำพูดของตนเอง
"ชิ ไม่ว่ายังไงก็แล้วแต่นะเทสล่า ถ้าเกิดไอ้เจ้าบ้านั่นทำร้ายร่างกายเธอขึ้นมาล่ะก็ มาบอกฉัน เนลิเอลคนนี้แหละจะไปเอาเรื่องมันเอง เข้าใจมั้ย"
"ค.. ครับ"

 

น่ากลัวจริงๆนะครับ รองหัวหน้าพยาบาลห้องผ่าตัด และพยาบาลผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านศัลยศาสตร์ เนลิเอล โท โอเดลชูเวงค์คนนี้น่ะ
จากคำบอกเล่าของอิลฟอร์ท เธอเป็นแฟนเก่าของคุณนอยโทร่าครับ เห็นว่าคบหาดูใจกันมาตั้งแต่สมัยเรียนมอปลาย แต่สุดท้าย ฝ่ายหญิงทนความซึนเดเระ(ที่เหมือนจะมีแต่อย่างแรกมากกว่าอย่างหลัง)และนิสัยเสียๆของฝ่ายชายไม่ได้ สุดท้ายจึงได้เลิกรากันไป
จริงๆแล้วสำหรับผม คุณนอยโทร่าก็ใช่ว่าจะแย่อะไรนะครัย เพียงแต่ปากไม่ค่อยจะตรงกับใจสักเท่าไหร่ ถ้าอยู่ด้วยกันไปนานๆ เขาไม่ได้เลวร้ายเลยสักนิด

 

ผมค่อนข้างรู้สึกแย่นิดหน่อยที่เจ้าหมอนั่นมาพูดถึงเรื่องอะไรแบบนี้กลางที่สาธารณะ ถึงความสัมพันธ์ระหว่างผมกับคุณนอยโทร่ามันจะเปิดเผยก็เถอะนะ เหมือนกับหลายๆคู่ในกลุ่มของพวกเรา

แต่บางที ผมก็แค่รู้สึก.. ไม่ชิน
ผมอาจหัวโบราณไปเองก็ได้ครับ

 


"กริมจอว์ ทำไมพูดแบบนั้นล่ะ"
"เฮ้ย ปกติฉันก็แหย่เล่นแบบนี้อยู่แล้วไม่ใช่เรอะ คิดมากทำไมกันดีรอย"
"ก็นั่นมันในห้องผ่าตัด" คนตัวเล็กกว่าเถียง
"แล้วมันต่างกันตรงไหนเล่า"
"กริมจอว์!!!"
"เออ ก็ได้ๆ"

"เฮ้ย เทสล่า ขอโทษ!!" จิตแพทย์หนุ่มกระพริบตาปริบๆอย่างไม่ค่อยเชื่อหูตัวเองนัก
"ค... ครับ"
"แค่แหย่เล่นนิดหน่อย ไม่คิดว่าแกจะคิดมากขนาดนี้" หนุ่มผมฟ้ารีบเสริม เมื่อเห็นว่าคนตรงหน้าเริ่มเงียบลงอีกครั้ง
"อ่า ไม่เป็นไรครับ ไม่เป็นไร" เขาแยกยิ้มละไมทางการแพทย์อีกครั้ง เอาเถอะ คบกันมาหลายปีก็พอรู้นิสัยกันอยู่

"ทีหลังก็หัดคิดซะบ้างสิ ไม่มีใครเขาหน้าด้านเหมือนนายหรอกนะ"
"เฮ้ยอุลคิโอร่า ทำไมว่ากันแบบนี้ล่ะ"

 

คู่รักคู่เวรดึกกำลังจะเริ่มทะเลาะกันยกที่สอง โต๊ะของพวกเราก็เป็นแบบนี้แหละครับ โหวกเหวก โวยวาย ไม่สมกับคำนำหน้าว่านายแพทย์เลยสักนิด แต่มันก็เป็นชีวิตที่มีสีสันดีนะครับ


อ้อ ผมลืมแนะนำสมาชิกอีกคนที่ยังนั่งกินข้าวกับพวกเราในวันนี้ไปเสียสนิท

ดีรอย กุมารแพทย์ที่อายุน้อยที่สุดในกลุ่ม
อาจจะเป็นไปได้ว่า เพราะนิสัยที่เข้ากับเด็กได้ง่าย หรือหน้าตาที่ตามหลังอายุอยู่หลายปีก็ไม่ทราบ ทำให้เขาเป็นหมอที่ค่อนข้างป็อปปูลาร์ในกลุ่มเด็กๆมากพอดู

ดีรอยกับผม อาจเรียกได้ว่าเป็นแพทย์ตรวจผู้ป่วยนอกเพียงสองคนในกลุ่ม(เพราะอย่างซาเอล คนไข้ของเขาคงไม่นับว่าเป็นผู้ป่วยหรอกใช่มั้ยครับ) บางครั้งที่ไม่สามารถมารวมตัวกันได้ครบทีมแบบนี้ ผมกับเขาก็ต้องเป็นเพื่อนร่วมมื้อกันทุกที ทำให้เราสองคนค่อนข้างที่จะสนิทกันไปโดยปริยาย

 


"ขอโทษคร้าบ ขอโทษครับๆๆๆ ขอทางหน่อยครับเรื่องด่วนครับ"


เสียงฝีเท้าลงหนักๆที่มุ่งตรงมาหาพวกเขาทำให้ทุกคนเงยหน้าขึ้นมาอย่างสงสัย ก่อนจะพบว่าเจ้าของเสียงนั้นจะเป็นเพื่อนอีกคนนั่นเอง
"อ้าว มีอะไรล่ะเร็นจิ ถึงได้วิ่งอย่างกับใส่เกียร์หมาเอาแบบนี้เนี่ย" กริมจอว์ทักขึ้น
"แฮ่กๆ หมาบ้านแกน่ะสิกริมจอว์"แม้จะเหนื่อยหอบ แต่ไม่อดไม่ได้ที่จะตอบโต้ ร่างสูงใช้แขนยันตัวเองไว้กับพนักเก้าอี้ขณะที่อีกมือก็รับน้ำจากอิจิโกะมากระดกดับกระหาย

"อุบัติเหตุด่วนโว้ย อุลคิโอร่า กริมจอว์ หัวหน้าคุจิกิให้ฉันมาตามพวกแกไปทำงาน" ชายผมแดงใช้แขนเสื้อเช็ดปากตัวเองขณะตอบคำถาม
"มือถือมีทำไมไม่ใช้ล่ะ"อุลคิโอร่าถามเสียงเรียบ
"ก็โทรไปแล้วพวกแกรับสายฉันสักคนมั้ยเล่า หา" บรรดาหมอประจำห้องผ่าตัดหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู ก่อนพบว่าที่หน้าจออุปกรณ์สื่อสารของตนมี miss calledคนละสายสองสาย

"ไม่ต้องมามัวดูโทรศัพท์กันเลย ไปได้แล้ว มีคนไข้มารอแกที่ห้องผ่าตัดแล้วอิจิโกะ อิลฟอร์ท เออ ซาเอล อาจารย์หมอฝากให้ฉันมาตามตัวแกด้วย บอกว่าทางมูลนิธิส่งศพเข้ามาอีกสาม ให้แกรีบๆไปช่วยจัดการซะ"

"อื้อ" นอกจากซาเอลที่กระดี๊กระด๊าแล้ว คนอื่นๆต่างมีสีหน้าเหม็นเบื่อ ก่อนจะเริ่มแยกย้ายกันไปทำงานตามหน้าที่ของตนเอง จนเหลืออยู่เพียงสองคุณหมอผมสีอ่อนเท่านั้น


แม้ภายในโรงอาหารจะยังมีเสียงจ้อกแจ้กจอแจ แต่พวกเขากลับรู้สึกว่าความเงียบเริ่มโรยตัวลงช้าๆ


"เอ่อ..."สองหนุ่มเอ่ยขึ้นมาพร้อมกัน ดวงตาต่างสีทีเบือนสบ ก่อนเทสล่าจะเริ่มหัวเราะเบาๆ
"นายก่อนเลยดีรอย"
"ฮื่อ ได้ไงกัน เทสล่ามีอะไรหรือเปล่าล่ะ"ร่างเล็กกว่ายังคงเกี่ยง ให้ขณะที่หมอหนุ่มยิ้มด้วยรอยยิ้มสยบคนไข้
"นายนั่นแหละ มีอะไรจะพูดก็ว่ามาเถอะ" ดีรอยถอนใจเฮือก มือเล็กรวบช้อนส้อมเข้าด้วยกันก่อนดื่มน้ำตาม


"เทสล่า ฉันขอโทษแทนกริมจอว์ด้วยก็แล้วกัน" กุมารแพทย์เอ่ยอย่างตรงไปตรงมา ชายผมทองกระพริบตาปริบๆก่อนถอนหายใจ
"ไอ้เราก็คิดว่าเรื่องอะไร เลิกคิดมากเถอะ ฉันไม่ถือหรอก"
"หมอนั่นน่ะเป็นแบบนี้ตั้งแต่สมัยเรียนแล้ว ตอนที่ฉันเริ่มคบกับอิลฟอร์ทก็โดนเหมือนกัน"
"พวกปากแมว แซวคนอื่นเขาไปทั่ว"
"ก็ทำนองนั้นแหละ"ดีรอยถอนหายใจ
"คงเพราะอุลคิโอร่าไม่ค่อยแสดงออกอะไรเท่าไหร่ละมั้ง ทำให้เขาต้องมาแกล้งแหย่แกล้งแซวคนอื่นบ้าง"
"พูดอะไรเป็นการวิเคราะห์ความคิดคนอื่นเขาไปทั่วเลยนะนายเนี่ย"
"อ๊ะ ขอโทษๆ ฉันเองก็เผลอไปหน่อย"

ทั้งสองหัวเราะเบาๆ ก่อนที่ร่างสูงกว่าจะเป็นฝ่ายออกตัว
"ดีรอย ฉันว่าฉันกลับไปเขียนสรุปรายงานการรักษาของวันนี้ดีกว่า นายเองก็ไปเตรียมตัวสำหรับคลีนิกพิเศษนอกเวลาเถอะ"
"อื้อ ไว้พรุ่งนี้เจอกันนะ"
"อืม แล้วเจอกัน"

 

 

หลังจากที่บอกลาเพื่อนไปแล้ว เทสล่าก็ทำอย่างที่ตนเองลั่นวาจาเอาไว้ หมอหนุ่มกลับมาที่โต๊ะทำงาน แล้วเริ่มต้นอ่านบันทึกการรักษาทั้งหมดพร้อมทั้งเขียนบันทึกสรุปไว้อีกครั้ง


เข็มนาฬิกาค่อยเคลื่อนผ่านช้าๆ เมื่อเงยหน้าขึ้นมาอีกที ก็พบว่าเข็มสั้นกำลังจะเดินทางไปถึงเลข6เข้าแล้ว

เทสล่าแอบหาวโดยลืมที่จะปิดปากตามมารยาทขณะตวัดหมึกเขียนอักษรตัวสุดท้าย มือเรียวปิดสมุดบันทึกการรักษาที่เขาทำไว้ส่วนตัวส่งมันเข้าไปในตู้ล็อกเกอร์ แสงสีส้มอาบไล้เครื่องเรือนในห้องตรวจจนเกิดสีผิดแปลกกว่ายามปกติ

เทสล่ายืนมองอย่างอ้อยอิ่งก่อนคว้ากระเป๋าขึ้นสะพายบ่า


"กลับบ้านดีกว่าเรา"

 

 

เสียงข้อโซ่เสียดสีกับซี่เฟือง วงล้อที่หมุนไปช้าๆพร้อมกับจังหวะเท้าที่ผลักเคลื่อนส่งให้หมอหนุ่มมุ่งตรงไปด้านหน้า สายลมเย็นที่พุ่งปะทะใบหน้าช่วยให้สมองปลอดโปร่งจากการทุ่มเทแรงสมองเพื่อแก้ปัญหาให้กับผู้ที่มาขอความช่วยเหลือ เทสล่าฮัมเพลงเบาๆขณะที่ปั่นจักรยานกลับบ้านอย่างช้าๆ โชคดีเหลือเกินที่ตอนนี้แกนโลกเริ่มเอียงเอาขั้วเหนือเข้าหาดวงอาทิตย์ ทำให้แม้จะหกโมงเย็นแล้วแต่ก็ยังมีแสงสว่างพอทีจะให้เขากลับบ้านโดยไม่ต้องพึ่งไฟทาง

 

ไม่รู้ว่าตอนนี้คุณนอยโทร่ากำลังทำอะไรอยู่นะ...

 

ความคิดนั้นทำให้เขาอมยิ้มน้อยๆ ก่อนสองเท้าจะเร่งความเร็วให้กับพาหนะรักษ์โลกอย่างไม่รู้ตัว ...

 

 


แต่กว่าจะถึงที่หมาย แสงสุดท้ายของวันก็จากไปเสียแล้ว
เทสล่าจูงจักรยานเข้าบ้านไปอย่างใจคอไม่ค่อยดีนัก เสียงจักจั่นยามเย็นที่กรีดเสียง พาให้นึกถึงบรรยากาศกดดันในการ์ตูนเรื่องโปรดของเพื่อนหมออย่างประหลาด นัยน์ตาสีเข้มเหลือบมองถุงพลาสติกในมือตนเพื่อให้กำลังใจตัวเอง


จริงอยู่ที่คุณนอยโทร่าออกปากว่าเริ่มเบื่อรสมือของผู้ปรุงอาหารสำเร็จรูปในร้านสะดวกซื้อ แต่วันนี้เขาดันเผลอทำงานเกินเวลาจนกลับบ้านช้า กว่าจะทำอาหารเสร็จก็คงดึกดื่นเสียก่อน

จึงได้แต่หวังว่า อาหารที่ชื่นชอบคงจะทำให้อีกฝ่ายอารมณ์ดีขึ้นได้ ...

 

 

 

"กลับมาแล้วครับ" เขาเอ่ยคำทักทายทันทีที่ย่างเท้าเข้าสู่ตัวบ้าน หมอหนุ่มเก็บรองเท้าเข้าชั้น ก่อนเดินเลยไปยังห้องทำงานเป็นจุดหมายแรก

แสงไฟสีส้มอ่อนให้ความรู้สึกผ่อนคลายอย่างประหลาด แม้จะเจอภาระที่หนักหน่วงมาตลอดวัน แต่เมื่อไหร่ที่เหยียบย่างเข้าสู่ที่แห่งนี้ ก็ราวกับว่าสิ่งที่กดทับบ่าทั้งสองข้างจะถูกปลดเปลื้องออกจนหมดสิ้น

เพราะที่นี่ คือบ้าน...
และ เพราะที่นี่ คือที่ที่มี'เขา'อยู่

 

 

 

"ทำไมวันนี้กลับช้า" เอ่ยถามอย่างเย็นชา แม้สายตาจะเหลือบมองผู้มาใหม่ แต่มือทั้งสองยังคงพร่างพรมถ้อยคำสั่งลงบนคีย์บอร์ดอย่างไม่หยุดพัก
"ขอโทษด้วยครับ พอดีผมออกจากที่โรงพยาบาลช้าไปหน่อย กลัวว่าคุณจะหิว เลยแวะซื้อข้าวกล่องกลับมาด้วย" นิ้วยาวที่ทำงานอยู่หยุดชะงัก
"ฉันบอกแล้วไม่ใช่หรือไง ว่าฉันเบื่ออาหารกล่อง" ร่างสูงหมุนตัวกลับมาประจัญหน้า สายตาที่เหลือบมองพาให้ผู้ถูกจับจ้องเริ่มลนลาน
"อ.. เอ่อ คือ ผมก็จำได้ครับ แต่ว่าวันนี้ อย่างไรเสีย ผมคงมาทำอาหารได้ช้าแน่ๆ เพราะงั้น เลยคิดว่าซื้อมามันคงเร็วกว่า"เทสล่าตอบตะกุกตะกัก
"อีกอย่าง ถ้าคุณทานอาหารไม่ตรงเวลา โรคกระเพาะจะกำเริบเอาด้วยนะครับ" แม้จะอยู่ในอาการตระหนก แต่ความห่วงใยที่แฝงชัดทำให้นอยโทร่าอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจ

 

สุดท้าย... ก็ยังห่วงคนอื่นมากกว่าตัวเองอยู่ดี

 

"มาใกล้ๆหน่อยสิ" เขาออกปาก ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนใต้แพหนากระพริบมองอย่างหวาดหวั่น แต่สองเท้ากลับก้าวเข้าหาตามคำสั่งแต่โดยดี

ทันทีที่แขนยาวเอื้อมเข้าหา ร่างโปร่งสะดุ้งเฮือกด้วยความตกใจ สองแขนยกขึ้นกันใบหน้าของตนสัญชาตญาณ แต่ผิดคาด ร่างสูงทำเพียงแค่เลิกปอยผมที่ปรกหน้าผากขึ้นเท่านั้น

"ไปโดนอะไรมา" ขณะถาม มือข้างที่ว่างก็กระหวัดเอวบางเข้ามาใกล้ เทสล่าค่อยๆลืมตาด้วยความแปลกใจ

ปกติ อย่างน้อยๆก็ต้องตวาด... ?

"ฉันถามว่า ไอ้แผลที่หัวนี่ แกไปโดนอะไรมา"นอยโทร่าถามเสียงเข้ม ปลายนิ้วกดลงไปที่ชิ้นผ้าก๊อชอย่างไม่ค่อยเบามือนักจนหมอหนุ่มทำหน้ายู่
"เอ่อ โดนคนไข้เมื่อเช้าเอาแจกันทุ่มใส่ครับ"
"สม อยากไม่ระวังตัวดีนัก"เขาว่าสำทับเข้าให้

"แล้วนี่ใส่ยาหรือยัง" ค่อยๆแกะชิ้นผ้าออกอย่างระมัดระวังไม่ให้แถบกาวไปดึงไรผมให้หลุดตามมาด้วย
"ทำแผลเรียบร้อยแล้วครับ" เขายิ้มอ่อนๆ
"หึ" ร่างสูงแค่นเสียงออกมาอย่างไม่มีความหมาย เขากลับไปให้ความสนใจกับสิ่งที่อยู่บนหน้าจอLCDอีกครั้ง มือซ้ายพิมพ์คำสั่งลงไปอย่างต่อเนื่อง แม้จะใช้เพียงมือเดียว แต่ความคล่องแคล่วไม่ได้ลดลงเลย


"เอ่อ เดี๋ยวผมขอตัวเอาอาหารไปอุ่นก่อนนะครับ"หมอหนุ่มออกตัวก่อนพยายามแกะมือที่ยึดเอวของตนไว้
"อุ่นทำไม ฉันบอกแล้วใช่มั้ยว่าจะไม่กินอาหารกล่อง" นัยน์ตาสีเข้มตวัดมองอย่างไม่สบอารมณ์นัก เขากดบันทึกการทำงานทั้งหมดก่อนจะละมือจากคีย์บอร์ดแล้วรวบร่างตรงหน้าไว้ด้วยแขนทั้งสอง
"ง.. งั้นเดี๋ยวผมไปทำอาหารให้ก็ไ...." เทสล่าเอ่ยเสียงอ่อย
"ไม่กิน" นอยโทร่าเอ่ยขัด ริมฝีปากแสยะยิ้มน้อยๆพาให้คนในอ้อมแขนใจสั่น

 

"ไหนๆแกก็บอกว่ากลับมายังไงก็ทำอาหารช้า เพราะงั้น มื้อเย็นวันนี้ ฉัน'กิน'แกนี่แหละ"

 

สิ้นคำ มือแกร่งรั้งศีรษะของร่างโปร่งให้โน้มลงรับจุมพิตที่แสนเอาแต่ใจ กลีบปากนิ่มที่กดทับลงมาพาให้ผู้ชักนำแทบคลั่ง มือเรียวสอดผ่านกลุ่มไหมสีเปลวตะวัน กดรั้งให้รับสัมผัสที่แนบชิดยิ่งกว่าเก่า


ร้อน จนแทบลืมหายใจ....

 

เปลือกตาบางปรือปิด เพียงแค่ริมฝีปาก เขาเองก็แทบจะสามารถกลายเป็นของเหลวได้แล้ว


ยิ่งเวลาผ่านพ้น ร่างโปร่งก็รู้สึกราวกับว่าลมหายใจของตนถูกฉกชิงไปจนหมดสิ้น แค่เพียงเผยอริมฝีปาก ลิ้นร้อนกลับรุกล้ำเข้ามาในโพรงปาก กวาดรีดเอาทั้งความอ่อนหวานและเรี่ยวแรงออกไปจากกายเขา แข้งขาราวกับไร้กระดูกที่จะหยัดยืน ทำได้เพียงแค่ซบร่างลงบนกายของชายตรงหน้าเท่านั้น

 

นัยน์ตาสีน้ำตาลปรือลงอย่างอ่อนใจ

 

 


ถ้าโรคกระเพาะกำเริบขึ้นมา อย่าบ่นปวดท้องให้ผมได้ยินก็แล้วกันนะครับ....

 

 


===================================

 

 

 

 

มันมาอีกแล้ว กลับมาอีกแล้วค่ะกับโปรเจ็คเรื่องสั้นฉันไม่แคร์โลก

จริงๆแล้วโปรเจ็คหมอพยาบาลถูกวางแผนว่าจะเป็นแค่การวาดรูปนะ(ตั้งใจราวๆช่วงหน้าร้อนปีที่แล้วนี่แหละ) แต่พอไปไปมามา เม่ยเจอเรื่องสอบเข้าไปบวกกับงานของมอสาม อะไรอะไรก็เลยยื้อเยื้อมาจนถึงตอนนี้จนได้

ฟิกนี้ตั้งใจให้เป็นคอมเมดี้ค่ะ แบบว่าเบาสมองหน่อยๆ(อาจจะถึงขั้นเสื่อม+บั่นทอนปัญญาได้ 55+)

จริงๆคือเม่ยค่อนข้างเหนื่อยเวลาเขียนดราม่า เพราะว่าติดนิสัย ชอบบิวท์อารมณ์เวลาเขียน แล้วนึกดูว่า ถ้าเราเป็นเขา เราจะทำอะไร จะพูดอะไร เจอสถานการณ์แบบนี้ เราจะมีปฏิกิริยาอะไรออกมา กว่าจะจบตอนนึงก็เลยค่อนข้างเหนื่อย เลยคิดว่า เฮ้ย ไหนๆก้ไหนๆ เขียนฟิกมากี่เรื่องเราก็เขียนออกไปแบบค่อนข้างหนัก เพราะงั้น เขียนโปรเจ็คเบาๆบ้างก็แล้วกันนะ

ที่จริง แช็ปนี้ควรจะเรียกว่าเป็นบทอินโทรมากกว่า คล้ายๆพื้นให้กับเรื่องน่ะค่ะ ว่าใครเป็นหมอสายไหน มีความสัมพันธ์กันอย่างไร ใครสนิทกับใคร อะไรแบบนั้น แต่เขียนไปเขียนมา มันก็ยาวเป็นหางว่าว เลยตัดสินใจ เอาวะ ลงเป็นบทแมร่งเนี่ยแหละ(ฮา) จริงๆคือถ้าเกิดไม่กำหนดเป็นอีเวนท์สั้นๆ ไอ้เม่ยจะชอบปล่อยเป็นตามใจฉันอย่างนี้แล แหะแหะ

 

ทำไมถึงอยากเขียนเรื่องของหมอ?

จริงๆคือบ้านเม่ยเขาเป็นหมอกันทั้งบ้านค่ะ ก็เลยค่อนข้างใกล้ชิดกับโรงพยาบาลมาก เม่ยเองก็รู้สึกว่า เออ คนยังมองหมอในมุมแคบๆอยู่นะ ลองเอาด้านที่ไม่ค่อยจะได้สัมผัสออกมาเขียนบ้างดีกว่า

**** หมายเหตุตัวใหญ่ๆ ข้อมูลบางส่วนอาจจะถูกตอกไข่ใส่สีลงไปบ้างตามประสานิยาย เรื่องโรคต่างๆ มีการหาข้อมูลมาบ้าง แต่อย่าเชื่อเราทั้งหมด สงสัยก็ถามหมอเถอะ ย้ำอีกหน นี่เป็นนิยาย เป็นแฟนฟิคชั่น โอเคนะคะ****

พาร์ทนี้ค่อนข้างรีบเขียน(เพราะตอนแรกสัญญากับพี่เฟรนไว้ว่าจะลงตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว แต่ก็ยืดจนได้) ตั้งใจว่าจะเอาอภิธานศัพท์ของหมอลงด้วยตรงท้ายเรื่อง แต่ตอนพิมพ์เราใส่วงเล็บไว้ ก็เลยตามเลย เดี๋ยวพาร์ทต่อๆไปจะทำไว้ท้ายเรื่องนะคะ แล้วก็ถ้าตกหล่นตรงไหน ถามได้ค่ะ จะตอบตามความเข้าใจนะ^^

 

อ้อ อีกอย่าง รบกวนด้วยค่ะ อ่านแล้วอย่าอ่านฟรี กว่าจะเค้นกระโลหกหนาๆออกมาเขียนได้นี่ค่อนข้างเหนื่อย เพราะงั้นก็ คอมเมนท์กันสักนิดนึงนะคะ

คอมเมนท์ถือเป็นการให้กำลังใจที่ดีที่สุดสำหรับคนที่เขียนนิยายหรือเรื่องสั้น/ฟิกชั่น เพราะว่าเป็นเหมือนกระจกที่ส่องกลับมาให้เราเห็นว่า เราพลาดอะไร เราตกหล่นตรงไหน เพื่อที่จะได้ปรับปรุงแก้ไข และผลิตงานที่ได้คุณภาพยิ่งขึ้นให้ผู้อ่านได้อ่านกัน เพราะฉะนั้น ถือว่าเป็นการพึ่งพาซึ่งกันและกันนะคะ

 

 

======================================

 

(โซนบ่นส่วนตัว)

 

 

ในที่สุด ก็แก้ปัญหาเรื่องชุดไปได้เกือบหมดแล้วค่ะ(ปาดเหงื่อ)

ต่อแขนเพิ่มอีกสามนิ้ว เอาเอวเข้าอีกสองนิ้ว หมดเงินไปแปดสิบ(บวกค่าผ้าอีกสี่สิบห้า โอเคล่ะน่า) ตอนนี้เหลือแค่แก้ตะขอเกี่ยวของปกค้างคาวกับผ้าคลุมผมก็น่าจะเรียบร้อยแล้วล่ะ

แฮร์พีซก็ซื้อเพิ่มอีกสองอัน ตอนนี้เอาของเก่าย้อมทองอยู่ ส่วนอันใหม่ย้อมให้เข้มขึ้นนิดก็โอ เย็นๆไปซอยออกก็น่าจะไหวล่ะน่า

 

เมื่อก่อนเป็นแค่ตากล้องคอยสโตรกถึงไม่รู้ว่าคอสเองมันเหนื่อยขนาดนี้ วันนี้เตรียมของเกือบทั้งวันเลยล่ะค่ะ(ที่มาอัพบล้อกนี่ก็แค่ฆ่าเวลารอแฮร์พีซแห้ง) พรุ่งนี้ต้องเอาของไปเผื่อโอก้าซังที่จะมาคอสออริด้วย เอาเถอะๆ สนุกๆส่งท้ายมอสามละกันนะ

 

พรุ่งนี้เม่ยจะไปคอสเอด้าเดินในงานแคปซูลค่ะ เจอกันก็ทักทายได้นะ

 

ชื่อ: 
เว็บไซต์: 
คอมเมนต์:




smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
แหล่มค่ะ!!!! ครบเซ็ตเลย อร๊าง (สติเริ่มหลุดลอยไปแล้ว แบบนี้ต้องรีบไปหาหมอเทสด่วนๆ กรี้ด)

น้องเมอิสุดยอดมาก ตำแหน่งหมอแต่ละอัน เราคุ้นอยู่แค่หมอวิสัญญีกะิจิตแพทย์เท่านั้นเอง คำว่า ศัลยแพทย์นี่แทบลืมไปแล้วล่ะ อุๆ
#1  by  แมวพเนจร At 2009-03-28 21:41, 
อ่านกี่ทีก็ไม่มีเบื่อ
หมอเทสน่ารัก(ลักเก็บบ้าน)
#2  by  blackfullmoon At 2009-07-07 18:13, 
เป็นฟิคที่อ่านแล้วมีความสุขจริงจัง^^
เทสล่าพูดเพร๊า เพราะ สงสัยติดเชื้อฮานะทาโร่มา
นอย... เถื่อน (ได้ใจ 555+)
#3  by  Dark Demile At 2009-12-16 17:14, 

<< Home


เม่ย
View full profile