Undifined Series
Nnoitora X Tesla
Nnoitora's side
------------------------------------------------------------
ความรู้สึกที่น่ารังเกียจนี้ มันคือสิ่งใดกัน...
นามบ่งบอกตัวข้า คือเอสปาด้า
หรืออีกนัย คือฮอลโลว์ ที่ได้วิวัฒน์ตน จนได้เป็นหนึ่งในสิบยอดฝีมือ
ฮอลโลว์ หมายถึง ความว่างเปล่า
ฮอลโลว์ ก่อกำเนิดขึ้นมาจากความรู้สึกที่ว่างเปล่า
เพราะว่างเปล่า จึงไร้ความหมาย ไร้นาม ได้ตัวตน
เพราะก่อกำเนิดจากความว่างเปล่า จึงไม่มีหัวใจ
แม้ได้ถอดหน้ากาก เปลี่ยนนามเรียกขานเป็นอารันคาร์
รูปลักษณ์มนุษย์กลับมา
หากแต่หัวใจ นั้นไม่กลับคืน....
รูกลวงลึกบนร่าง ราวกับจะกลืนกินทุกสิ่ง
สูบเอาความรู้สึก และจิตใจ ดังหลุมดำที่ไม่มีวันถมเต็ม
ปราศจากสิ่งยึดเหนี่ยว
ไร้ซึ่งตัวตน
เหลือเพียงเปลือกกลวงเปล่า ที่ไม่มีวิญญาณ
เจ็บปวด...
แม้ไม่มีก้อนเนื้ออันน่าชังที่คอยสูบฉีดโลหิต
เจ็บ จนอยากที่จะยื้อมันเอาไว้
ยืนยัน ว่านี่คือตัวตนของข้า ร่างกายของข้า วิญญาณของข้า
มิใช่อากาศธาตุบางเบา ที่จะสลายตามแรงลม
ดังนั้น ข้าจึงจับง้าว และฟาดฟันเรื่อยมา
ราวกับของเหลวหล่อเลี้ยงชีวิตฉีดพล่านไปทั่วร่าง
ความร้อนที่ไหลเวียนทั่วทั้งสรรพางค์กาย
อา... นี่แหละ
นี่คงเป็นสิ่งที่ข้าตามหา
สองมือหยาบกร้าน เพราะจับศาสตรา
ร่างเต็มไปด้วยบาดแผล จากการเคี่ยวกรำศึก
เหล่านี้ คือสิ่งที่ข้าง ภาคภูมิใจ ดังเกียรติยศที่ได้รับจากสมรภูมิ
สตรีนางหนึ่ง เคยกล่าวตอกใส่หน้า
ว่าข้า เสพติดการต่อสู้
ยิ่งกว่าสุรา เมรัย หรือยาขนานใดทั้งนั้น
ข้าเมามายไปกับมัน...
เพราะตัวตนของข้า จักปรากฏ แค่เพียงยามที่ง้าวฟาดฟัน
สูงสุดของความปรารถนา คือการตะเกียกตะกายให้สูงกว่าดวงจันทรา ที่ก้มมองข้าด้วยความเหยียดหยาม
สูงสุดของความต้องการ คือการสิ้นชีพกลางสมรภูมิก่อนร่างจะร่วงกระทบผืนทราย
คือที่สุด เท่าที่ข้า จะมีตัวตนต่อไปได้
เป็นดังสัตว์ร้าย ย่ำก้าวบนเส้นทางที่ปูลาดด้วยโครงกระดูก กระโหลกหมู่อมิตรดังประทีปชัย
สองเท้า เปล่าเปลือย
ก้าวย่าง เดียวดาย
เพราะข้า โดดเดี่ยว จึงไร้กังวลในสิ่งใด และกวดไล่ฟาดฟันเรื่อยมา
แต่บางที ข้าอาจลืมเหลียวไป
เบื้องหลังข้า ยังมีผืนทรายยาวสุดหูสุดตา คอยเคียงข้างเสมอ
ผืนทรายช่างอดทนนัก
ต่อให้ข้า ผรุสวาทวาจา
เหวี่ยงง้าวฟาดฟัน
แม้จะแหลกสลาย แต่เม็ดทราย ก็ยังรวมตัวใหม่ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
กลับมาเป็นผืนทราย ที่รองรับเงาที่พาดผ่าน ตลอดกาล
แว่วเสียงกระซิบตามสายลม เอ่ยนามข้า
วูบเพียงเสี้ยวจินต์
แต่ราวกับ มันปลุกตัวตนของข้า ให้กลับคืนมาอีกครั้ง
แม้จะจับง้าว ร่ายรำผ่านกองกระดูกและเลือดเนื้อเช่นดังก่อน
หากแต่ ความรู้สึกที่ได้รับ กลับเปลี่ยนไป
แม้คล้ายเดิม ทว่าตัวตนที่พบ กลับยังไม่ถึงที่สุด
เป็นเพียงความรู้สึกครึ่งๆกลางๆ มีแต่สิ่งที่ทำให้ค้างคาใจ
เจ้าเด็กบ้า
เพราะเจ้า ตัวตนของข้าจึงสั่นคลอน
เพียงคำพูดของเจ้า ที่เอ่ยนามข้า
สายตาของเจ้า ที่แอบตามมา เฝ้ามองข้า เมื่อขาข้างหนึ่งย่ำก้าวเข้าสู่ความตาย
ข้าเกลียด เกลียดเจ้านัก
ชิงชังดวงตาคู่งามของเจ้า
ราวกับผลึกแก้ว ที่นำสีสัน คืนสู่โลกสีหม่นของข้า
เกลียด เสียจนอยากควักออกมา
ข้าจักได้ไม่ต้องรู้สึกสับสน อีกต่อไป
แววที่ไหวระริก ยามมองบาดแผลข้า
สีหน้าที่เพียรจะเกลื่อนความเจ็บช้ำ
ราวกับว่า เจ้าเอง ก็เจ็บปวดไม่ต่างกัน
เจ้าเด็กโง่
มือของเจ้า สั่นสะท้านพอๆกับริมฝีปาก ยามเยียวยาบาดแผลให้ข้า
แม้จะถูกผลักไส ต่อว่า หรือลงมือทำร้าย
เจ้าก็ไม่เคยทิ้งความตั้งใจ
ดังเม็ดทราย ที่ต่อให้ถูกฟาดฟันเช่นไร ก็ยังกลับมารวมตัว และสะท้อนเปลวสุริยาดังเก่า
บ้าบอเหลือเกิน
เด็กน้อยเอย...
คนที่โง่กว่าเจ้า ยังมีอีกไหม
แต่คำตอบนั้น อาจจะใกล้กว่าที่คิด
ข้า ที่หลงใหลในการต่อสู้ เสาะหาสิ่งยืนยันตัวตน
ข้า ที่วิ่งไล่ไขว่คว้า ยิ่งคาดหวัง และยิ่งถลำลึกเข้าไปผิดทาง
ดวงตาที่มืดบอด
ความโง่งม
มันบดบัง จนข้าลืมนึกไป
ว่าสิ่งที่ข้าตามหา อยู่ข้างกายตลอดมา
เพียงแต่ ข้าปฏิเสธ ที่จะยอมรับมัน เท่านั้นเอง.....
บางที อาจใช่ ว่าใจข้าอยาก
หากแต่บางสิ่งนั้นย้ำเตือน ถ้าเอื้อมมือล้ำเส้นออกไป
อะไรบางอย่าง จะแตกสลาย...
แต่ถ้าหากไม่ ตัวตน ก็จะแตกสลาย
คล้ายคนที่ผจญพายุหิมะมาเนิ่นนาน
เมื่อได้พบดวงตะวัน กลับหลงลืม ว่าความอบอุ่นนั้นคือสิ่งใด
ข้าไม่รู้ว่าควรทำเช่นไร
หากชิดใกล้ ก็ยิ่งเจ็บปวด
แต่หากปล่อยไว้ เจ้า ก็ยังหลุดลอยหาย
อยากอยู่ใกล้ ใกล้เจ้าให้มากที่สุด
แต่ข้ารู้ดี ตัวตนของข้า เป็นสิ่งที่ทำร้ายเจ้ามากที่สุด
ค่ำคืนที่ว่างเปล่า
วังที่เงียบงัน มีเพียงเสียงหยดเลือดที่หลั่งกระทบพื้นหิน
ข้าย่างก้าวเข้ามา แล้วจุดตะเกียง
สิ่งที่สะท้อนต้องไฟ
กลับเป็นร่างของเจ้า ที่ฟุบหลับบนโต๊ะอาหาร เฝ้าคอยการกลับมาของข้า
ทั้งๆที่ ไม่มีอะไรยืนยันได้ด้วยซ้ำ ว่าข้าจะได้มาเหยียบย่างที่นี่ อีกครั้งไหม
แต่มัน ก็เป้นภาพแรก ที่ปรากฏให้ข้าเห็นเป็นสิ่งแรกเสมอ ทุกครั้งที่กลับมา
เรือนผมสีเปลวตะวัน
ขนตางอนยาว
กลีบกุหลาบที่แสนบอบบาง
เอสติกม่าของเจ้า
ร่างกายที่บอบบาง ดุจแก้วที่ใกล้ปริร้าว
อยากสัมผัสมันดูสักครั้ง
แตะต้องเรือนผมของเจ้า ริมฝีปากของเจ้า
สีสันของข้า...
หากแต่เมื่อปลายมือเอื้อมออกไป
ราวกับสิ่งที่ควบคุมไม่ได้
ข้าต้องเขย่าลาดไหล่ เพื่อปลุกเจ้าขึ้นมาต่อว่าเสียทุกครั้ง
บ่อยครั้งเข้า ข้าจำต้องสั่งให้เจ้าไม่ต้องเฝ้ารอข้า
ให้เจ้ากินอาหาร แล้วเข้านอนไปเสีย
อาจเป็นเพราะเจ้า ที่ทำให้ข้าเริ่มควบคุมตนเองไม่ได้
ตัวตนของเจ้า
รอยยิ้มของเจ้า
เสียงเรียกของเจ้า
ดังกรด ที่หมั่นกลั่นหยดลงบนหินผา
กำแพงสูงในใจข้า สั่นคลอน
ข้าไม่เข้าใจตัวเองเลยสักนิด
ไม่เข้าใจตั้งแต่วันที่เจ้าถือกำเนิด
ไม่เข้าใจตั้งแต่วินาทีที่เลือกเจ้ามาเป็นฟรานเชี่ยน
ต่อให้มันจะเป็นเพียงแค่คำสั่งของใครสักคนหนึ่งก็ตาม
แต่ข้า ก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี
ว่าเหตุใด นิ้วข้า จึงชี้ไปที่เจ้า
เด็กน้อยที่แสนเปราะบาง
ร่างกายที่อ่อนแอ ทั้งๆที่ข้าเป้นผู้ที่ชื่นชอบการต่อสู้แท้ๆ
แต่ข้ากลับเลือกเจ้า...
ความหลากหลาย
ความสับสน
วูบไหว
ปั่นป่วน
เจ้าวางยาพิษในใจข้าเสียแล้ว
เด็กน้อย
ราวกับถูกกัดกร่อน
ราวกับหลุมได้ถูกถมลงเรื่อยมา
แม้จะไม่มีวันเต็ม แต่มันก็ไม่ได้ว่าเปล่า อีกต่อไป
ความรู้สึกเหล่านี้มันคือสิ่งใดกัน ข้าเฝ้าถามย้ำกับตัวเอง
หลายครั้ง ที่ข้าพบสิ่งที่อาจจะใกล้เคียงกับคำตอบ
แต่ข้า กลับถอยห่างออกมา
เฝ้าย้ำ เฝ้าปฏิเสธตนเอง
จะเป็นสิ่งนั้นไปได้อย่างไรเล่า
ในเมื่อข้า คือฮอลโลว์ ที่ไม่มีหัวใจ
คือสัตว์ร้าย ที่อยู่เพื่อต่อสู้ และรอวันตาย
ข้าจึงสรุปไป ว่ามัน คือสิ่งที่ไม่อาจนิยาม
แต่แล้าเหตุใด สิ่งนั้น จึงบีบคั้นข้านัก
วินาทีที่เจ้าล้มลงไปต่อหน้า
ข้าแทบอยากร้องตะโกนออกมาให้สุดเสียง
หากแต่ลำคอม กลับตีบตัน
เลือดในกาย กลับเย็นเฉียบ
เสียงเรียกนามข้า ที่เอ่ยจากปากเจ้า
นั่นคงจะเป็นครั้งสุดท้าย ที่ข้าจะได้ยินมัน
ข้าไม่มีน้ำตา
ไม่มีแม้แต่จะมอบให้เจ้า
แต่ ความเสียดลึกในอกนี้ มันคือสิ่งใดกัน
มันคง ไม่ใช่ ความเสียใจ ใช่ไหม...
ข้ากระโจนเข้าร่วมการต่อสู้นั้น ด้วยความหฤหรรษ์
แสงสะท้อนจากดาบและคมง้าว
เลือดที่ฉีดพล่าน
แม้นี่จะเป็นการต่อสู้ที่เยี่ยมยอดกว่าครั้งไหนๆ
แต่เหตุใด ข้ากลับรู้สึกว่า ความมีตัวตนที่รู้สึกได้
มัน เบาบางลง...
นี่ข้าเสียสติไปแล้วหรือไร
กับการตายของเจ้า ทำให้ข้าบ้าคลั่งได้ถึงเพียงนี้
จุดสิ้นสุด ของทุกสิ่ง ได้ปรากฏขึ้นต่อหน้าข้า
ชายคนนั้น ที่สังหารเจ้า
ดาบเล่มนั้น ที่ฟาดฟันเจ้า
ได้ปลิดชีวิตข้าลง เช่นกัน
เคยมีผู้กล่าวไว้
คนเรามักจะรู้ว่าสิ่งใดมีค่า ก็ยามที่เรารู้สึกกลัวที่จะเสียมันไป
ข้าเคยคิดว่าคำกล่าวนั้นงี่เง่านัก
แต่ยามนี้ ข้ากลัวรู้สึกว่าตัวเองโง่งมยิ่งกว่า
เมื่อมารู้สึกตัวว่า สิ่งที่อยู่ข้างกายและมองข้ามมาตลอดนั้น เป็นอีกสิ่งที่สำคัญในชีวิต
บ้าบอเหลือเกิน
ลมหายใจสุดท้าย
ก่อนร่างจะทิ้งลงสู่ผืนทราย
ในความว่าเปล่า
ยังมีสิ่งที่ติดค้างอยู่ในห้วงคำนึง
เด็กน้อยเอย
สิ่งที่เจ้าคงอยากฟัง
ประโยคหนึ่งที่ข้าไม่เคยบอกกล่าว
สิ่งที่ข้าบิดเบือนความรู้สึกตนเองเรื่อยมา
เพราะการมีอยู่ของเจ้า ทำให้ข้าได้รู้สึกถึงตัวตนของข้า
มันจะสายไปไหม ถ้าข้าจะบอกกับเจ้าว่า
ข้า ...
ช่างมันเถอะ
มันคงจะสายไปแล้วจริงๆ
เพราะต่อให้ข้าตะโกนก้อง เจ้าก้คงจะไม่ตื่นขึ้นมาฟังคำพูดของข้า
ดังนั้น ข้าขอเอาแต่ใจตัวเองอีกสักหน
ขอเก็บประโยคนั้นเอาไว้ ฝังลึก และปล่อยให้มันสูญสลายไปพร้อมกับร่างวิญญาณของข้า
แม้ว่าฟังดูงี่เง่า
แต่ข้า ก็ยังคงแอบหวัง ให้เรามีโอกาสได้เจอกันอีกครั้ง ก็คงดี
เผื่อตอนนั้น ข้าจะได้ซื่อตรงต่อความรู้สึกของตัวเองมากกว่านี้
เผื่อบางที ข้าจะได้พูดประโยคนั้นออกไป
ให้เจ้า ได้ยิน
fin.
End. Nnoitora&Tesla Part
Continue to Szayel Part ?
-----------------------------------------------------------------------------
บ้าไปแล้ว บ้าไปแล้วจริงๆ ระหว่างที่เขียนบทนี้ ไอ้เม่ยบ้าไปแล้วจริงๆ
เพราะความเฟล เพราะบลีชเล่ม35 เพราะแฟลชแบ็กของเทส เพราะอะไรก็ช่าง
แต่มัน ทำให้ไอ้เม่ยกลับมาบ้าคู่นี้ได้อีกครั้ง
คืนชีพ MAX!!! (เหมือนตัวเองกำลังล้อการ์ตูนอยู่สองเรื่องเลยฟ่ะ = =''''')
แอบสารภาพ ว่าดองจนเกือบลืมไปแล้ว ว่าความรู้สึกที่เขียนถึงเทสมันเป็นยังไง แล้วอยากให้นอยตอบกลับมาว่าอะไร
พาร์ทนี้เลยต้องเรียกว่า ยกเครื่องใหม่เกือบหมด เกริ่นนำไปเสียครึ่ง อีกครึ่งมีแต่อะไรก็ไม่รู้ ขออภัยจริงๆค่ะ(ปาดเหงื่อ)
เขียนไปก็เหนื่อยไป พาร์ทนี้เป็นพาร์ทที่ใช้เวลาสั้นที่สุด ในการเขียน แต่นานที่สุด ในการปูและปรับพื้นฐานในใจตัวเอง
เหนื่อยสุดๆไปเลยค่ะ ช่วงนี้เฟลหนักจนบ้าบอไปหลายวัน รู้สึกแย่จนไม่เป็นอันทำอะไรเลย พอมาอ่านบลีช เจอแฟลชแบ็กก่อนสิ้นลมของเทสล่าเข้าไป พอเข้าใจคำว่า ความรู้สึกตกห้วงมั้ยคะ แบบนั้นเลย ในหัวนี่มืดอย่างกับถูกปิดไฟ
จากที่ร้องไห้ไม่ออก พอเมื่อคืน บิวท์อารมณ์เขียนมากเข้า อยู่ดีๆ น้ำตาไหลออกมาเฉยเลย ไม่ได้เศร้าจากฟิก ไม่ได้เศร้าเพราะบลีช ไม่รู้เพราะอะไร อยู่ดีๆก้ร้องออกมาเสียเอง
แถมกว่าจะหยุด เป็นชั่วโมง
ได้อีก ไอ้เม่ยเอ้ย
เขียนๆไป เพราะเล่มสามสิบห้า ส่งศพไปทั้งคู่แล้วหรือเปล่า ทำให้รู้สึกว่า เข้าใจไอ้หอยนอยของพวกเรามากขึ้น เก็ตในสิ่งที่มันคิดมากขึ้น แล้วก็ สื่ออะไรออกมาให้มันได้มากขึ้น
จากเมื่อก่อนเกลียด เล่มสามสิบสามออก กลายเป็นชอบ พอจบเล่มนี้
รักแกโว้ย ไอ้นอยโทร่า
ตอนเขียน รู้สึกว่านอยมันทั้งซึนเดเระ ทั้งมาโซคิสม์ เราทำอะไรผิดพลาดไปหรือเปล่า
(แอบกังวลมิใช่น้อย กลัวตัวเองยัดความรู้สึกช่วงที่เฟลลงไปด้วย)
(มุมเสื่อม)
จำได้ใช่มั้ยคะ ที่มีประโยคนึงเขียนไว้ว่า
"สูงสุดของความปรารถนา คือการตะเกียกตะกายให้สูงกว่าดวงจันทรา ที่ก้มมองข้าด้วยความเหยียดหยาม"
ตอนอ่านทวน จู่ๆก็นึกอะไรบ้าๆขึ้นมา
"ความสุขของนอยโทร่า ตอน ตามหาพระจันทร์"
กร๊ากกกกกกก(จ๊ากกกก โดนง้าวเฉาะ)
อันดีไฟน์คงจะได้กลับมาอีกครั้งแล้วล่ะ อยากอ่านคู่ไหนกันก่อนมั้ยคะ เม่ยเองมีเตรียมไว้หลายคู่ แต่พีคมันไม่ยอมขึ้นสักที หรือว่าจะเอานอยเทสเป็นชอร์ตฟิกอีกสักรอบสองรอบ มิตเตอร์แม่ยกขึ้นกระฉูดแล้วล่ะ
/me นอนตายอย่างสงบ
หมดเรื่องที่คาใจไปหนึ่งแล้ว
เดือนนี้ เหลือแค่แปลโดให้เสร็จ ตัดชุดเอด้าให้เสร็จ รับผลสอบ แล้วก็ จัดห้องใหม่
โอ้ว ปิดเทอมนี้สู้ตายค่า
