[Ori] My only place
posted on 16 Jan 2012 23:39 by blackwave directory Fiction[Fic] My only place
[Fandom] Original (Above our blue sky)
[Rate] PG-13
[Note] -จริงๆตั้งใจว่าจะเขียนลงเป็นเรื่องสั้นวันคริสมาสต์ แต่ก็ดันเลทมาถึงนี่ซะได้
- เรื่องนี้มีความเกี่ยวข้องกับ เรื่องนี้ หากยังไม่ได้อ่านแนะนำให้อ่านก่อน เพื่อความเข้าใจที่ดีและอรรถรสที่อาจได้รับเพิ่มมากขึ้น
===============================================
เสียงเคาะประตูดังขึ้นเมื่อหล่อนกำลังเช็ดผม หญิงสาวชะงัก มองเครื่องแต่งกายน้อยชิ้นของตนอย่างลังเลจะไปผลัดชุด แต่เมื่อแขกยามค่ำไม่มีความอดทนรอมากมายขนาดนั้น หล่อนก็ส่ายหัวอย่างหงุดหงิดแล้วเดินตัวเปียกไปเปิดประตู
ห้องพักหล่อนไม่ใช่ที่ที่จะมีใครแวะเยี่ยมเยือนบ่อย และในเวลาซึ่งผู้คนมักจะใช้มันกับครอบครัวหรือคนรักแล้ว ความน่าจะเป็นของการจะมีคนแปลกหน้ามาหาจึงน้อยเสียยิ่งกว่าน้อย -- ยิ่งไปกว่านั้น กับนิสัยชอบเคาะประตูทั้งที่มีออดให้กดแล้ว ในบรรดาคนรู้จักหล่อน ก็มีอยู่ได้แค่คนเดียวเท่านั้น --
ปลายนิ้วซีดทาบกับแผงควบคุมด้านข้างก่อนเลื่อนไปปลดล็อก วัสดุกึ่งโลหะสังเคราะห์เสียดสีกับวงกบระหว่างถูกผลักให้เปิดออกจากแรงภายนอก หญิงสาวก้าวถอยหลัง ดวงตาสีฟ้าเข้มหรี่ลงอย่างไม่คุ้น แสงไฟจากทางเดินที่สว่างกว่าภายในอยู่มากโข แต่มันก็เข้ากันดีกับคนที่ยืนอยู่ภายนอก
รอยยิ้มกว้างสว่างเหมือนแสงแดดแต่เสแสร้งยิ่งกว่ายิ่งดวงอาทิตย์ประดิษฐ์ เขาชูของในมือขึ้น
"คืนนี้นอนด้วยได้ใช่มั้ย" หญิงสาวถอนหายใจกับคำถาม แต่ก็ตอบตกลง
ร่างสูงกับผมสีสดของเขาดูจะไม่ค่อยเข้ากับบรรยากาศสีทึมในห้องเท่าไหร่ แต่หล่อนก็ไม่ถือ เพราะตัวหล่อนเองก็ใช่ว่าจะต่างกัน
เท้าสีแทนไล้หลังเท้าขาวซีดของหญิงสาวเล่น -- แต่ออกไปในเชิงก่อกวนมากกว่าจะเย้าแหย่อย่างชู้สาว -- พอชักขาหนี เขาก็ขยับตัวตามมาอย่างไม่ยอมแพ้ ครั้งแรกนั้นไม่เท่าไหร่ แต่สองสามหนเข้า เจ้าของห้องก็ชักจะโมโห
"อะไรนักหนาวะ ไอ้เวรนี่ ถ้าคันนักก็ยกขึ้นมาเกาสิ" หล่อนเอาผ้าขนหนูผืนโตที่ใช้ขยี้ผมฟาดป้าบเข้าที่ไหล่ อีกฝ่ายโอดโอยพอเป็นพิธีก่อนรวบเอวคนข้างตัวเข้ามากอด ร่างผอมกว่าดิ้นขลุกขลักแต่ปลอกแขนแข็งแรงนั้นกลับรัดแน่นขึ้นเรื่อยๆจนหญิงสาวนึกขี้เกียจจะหนี เจ้าของห้องทิ้งร่างหงายกับพื้น ตามองหลอดไฟสีส้มบนเพดาน -- ส้มเดียวกับสีผมของคนที่นอนทับหน้าท้องหล่อนอยู่ -- ส่วนมือก็สางผมชื้นๆของตัวเองเล่น
ในความเงียบ มีเพียงเสียงเครื่องใช้ไฟฟ้าเบาๆ และเสียงลมหายใจ ที่แทบจะไม่ได้ยิน
"พุงแกเย็นดีชะมัด" หล่อนโงหัวขึ้น อีกฝ่ายจ้องกลับมา ดวงตาสีเขียวไหวยิบคล้ายสนุกสนาน
"ก็เพิ่งไปว่ายน้ำนี่หว่า มันก็คงยังไม่หายเย็นแหละมั้ง" หญิงสาวตอบเนือยๆแล้วผลักไหล่อีกฝ่าย "ลุก ผมแกมันเป็นตอแข็งๆ ฉันคัน" พอบอกแบบนั้น อีกฝ่ายเลยยิ่งแกล้งเลิกชายเสื้อกล้ามที่หล่อนสวมขึ้นแล้วเอาไถศีรษะกับหน้าท้องขาว กำปั้นจึงทุบเข้าที่ไหล่แทนคำตอบ พอเห็นว่ายังไม่ปล่อยหล่อนเลยชกหนักๆเข้าที่ขมับอีกครั้ง คราวนี้ได้ผล ชายหนุ่มร้องครางก่อนชันตัวขึ้นนั่ง
"อะไรวะคอร์ หยอกเล่นแค่นี้ซัดซะเต็มแรงเชียว" เขาลูบหัวป้อยๆ ด้วยกริยาที่ชวนให้ซ้ำมากกว่าจะรู้สึกสงสาร เจ้าของชื่อยิ้มหยัน
"ก็ถ้าไม่เต็มแรงแกจะปล่อยเรอะ" หญิงสาวดีดนิ้วใส่ตอผมสั้นๆที่เหนือกกหูก่อนลากนิ้วขึ้นไปสางปอยที่ยาวกว่าบนกระหม่อม ริมฝีปากสีส้มแดงคลี่ยิ้ม
"ถ้าไม่ได้กะจะไว้ยาวเหมือนเมื่อก่อนก็ไปไถไอ้ที่เพิ่งงอกออกหน่อยเถอะว้า เห็นแล้วรำคาญตา คันด้วย" คอร์ไล้กลุ่มผมสีน้ำตาลออกส้มที่เหลือเพียงแนวกลางศีรษะเล่น
"แกชอบแบบไหนล่ะ ยาวๆเต็มหัวหรือสั้นเป็นหย่อมๆ" ชายหนุ่มถามกลับ
"ไม่รู้ หัวแกไม่ใช่หัวฉัน" หล่อนยักไหล่ สายเสื้อชั้นในสีดำเลื่อนหลุดจากใต้เสื้อกล้ามบนบ่าตกลงมาแถวแนวต้นแขน คนนั่งตรงข้ามมองตามก่อนใช้นิ้วเกี่ยวมันให้กลับขึ้นไป
"ระวังตัวหน่อยสิ อยู่ต่อหน้าผู้ชายนะเว้ย" เขาทำเสียงดุ ไม่กี่ครั้งที่จะจริงจังได้แบบนี้
"ทำไมวะ ก็เพื่อนกัน ทีเมื่อก่อนนอนผ้าห่มเดียวกันไม่เห็นเป็นไรเลย" คอร์ว่าอย่างไม่ยี่หระ หล่อนรู้จักฝ่ายตรงข้ามดียิ่งกว่าคนอื่น -- และรู้ลึกเสียจนสามารถไว้ใจได้ไม่ว่ากรณีไหนๆ
"แกจะได้ไม่เผลอทำแบบนี้ต่อหน้าคนอื่น"
"ไม่หรอก นอกจากพวกธันเดอร์เบิร์ดแล้ว ก็มีแกกับเวย์นนี่ล่ะวะที่ฉันปล่อยตัวมากขนาดนี้" หญิงสาวเอื้อมมือขึ้นไปบนโซฟา หยิบผ้าเช็ดตัวผืนโตมาคลุมไหล่แล้วตั้งต้นเช็ดผมอีกครั้ง
"งั้นก็ดี แต่ก็อย่าบ่อยนักเลย ผู้ชายน่ะ ลงว่าตกมันแล้วจะเพื่อนจะเชื้อบางทีก็ไม่เลือกหรอกว่ะ" เขาขยับตัวออกห่าง แต่เจตนาจะหลบหยดน้ำเย็นๆที่กระเซ็นมามากกว่าจะเป็นอื่น
"ประมาณว่าคลำดูไม่มีหางก็เอาแล้วงั้นสิ" หล่อนประชด มือขาวซีดเพราะไม่ค่อยได้พบแดดลงแรงกับศีรษะมากขึ้นอีกหน่อย เส้นผมสีแดงเข้ม สั้นและยุ่งเหยิงโผล่แพลมออกมาตามรอยแยกของผ้า อีกฝ่ายหัวเราะหึ
"ตอนนี้ชักจะกลัวว่า ต่อให้คลำดูแล้วรู้ว่ามีหาง ถูกใจก็จะเอาซะแล้วว่ะ" คอร์ชะงัก ก่อนหันหน้ากลับมามองเพื่อนช้าๆ ด้วยกริยาแข็งทื่อไม่ต่างอะไรจากแอนดรอยด์
"ไม่ได้เจอกันสองเดือนกว่า เปลี่ยนกัปตันไปหนึ่งคน ย้ายไปยานอีกลำ เพื่อนฉัน เป็นเกย์ไปแล้วเรอะ" หล่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงตกใจอย่างเสแสร้งพร้อมยกมือทาบอก จึงถูกชายหนุ่มผลักหัวจนเกือบหน้าคว่ำ
"ไอ้ห่านี่ พูดซะเสียหมด" เขาด่าอุบ "ไม่ถึงขนาดนั้นหรอก ไม่รู้ว่ะ แค่ มีอะไรให้คิดนิดหน่อย"
"ไปเจอหนุ่มน้อยถูกใจเข้าอะเด้" หญิงสาวกระแซะไหล่เข้าหา สีหน้าล้อเลียนอ้อนมืออ้อนเท้าใช้ประทุษร้ายอีกสักรอบ คนเป็นเพื่อนหัวเราะ แล้วแย่งผ้าขนหนูมาเช็ดผมให้แทนอย่างไม่ค่อยเบามือนัก
"ไม่ใช่เว้ย ก็แค่พักนี้เริ่มคิดอะไรได้นิดหน่อย"
"เจอเพศที่แท้จริงที่ซุกซ่อนอยู่ข้างในเข้าแล้ว ?"
"ไอ้บ้า" เขาแกล้งกระตุกปอยผมสั้นๆที่ท้ายทอยให้คอร์โวยวายเล่น "เรื่องเสป็คต่างหากเล่า"
"หือ" หญิงสาวเอี้ยวหัวกลับมามอง "เปลี่ยนจากสาวน้อยน่ารักบอบบางแต่มีสมองและดูแลตัวเองได้ไปเป็นอะไรแทนแล้วล่ะ"
"อะไรก็ได้ ใครก็ได้ ที่อยู่ด้วยแล้วสบายใจ และอยู่ข้างๆกันไปได้จนถึงวันสุดท้ายของชีวิต" ชายหนุ่มตอบเสียงเรียบ แต่จริงจังที่สุดเท่าที่หล่อนได้ยินมาในค่ำคืนนี้
"ไปเจออะไรมาล่ะ" คอร์หมุนตัวกลับมาเผชิญหน้ากับเพื่อนรัก ผ้าขนหนูชื้นน้ำร่วงหล่นลงมากองบนไหล่ นิ้วซีดเย็นแตะขมับอีกฝ่ายนุ่มนวล
"ก็.. นิดหน่อย" เขาตอบเลี่ยง ก่อนหันหน้าไปทางอื่นแล้วแสร้งเปลี่ยนเรื่อง "ตกลงเอาไงดี เรื่องหัวฉัน"
"อลอนโซ่" เจ้าของห้องลากเสียง "เราเป็นเพื่อนกันนะ" รอยยิ้มอย่างดวงอาทิตย์ประดิษฐ์จึงฉีกออก
"อาห์ ดื่มกันไปคุยกันไปดีไหม" เขาชี้นิ้วไปยังเตกีล่าสองขวดที่หนีบติดมือมาพร้อมกับถุงนอน ตอนที่มาขอซุกหัวให้พ้นค่ำคืนนี้
หญิงสาวมองตาม ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะไม่ตกลง
คอร์เนลและอลอนโซ่เป็นเพื่อนรักกัน
พวกเขาไม่ได้รู้จักกันมาตั้งแต่เด็ก หรือมีความทรงจำอะไรน่าประทับใจเมื่อแรกพบหรอก ความจริงแล้ว มันออกจะเป็นความหมั่นไส้แรกเจอเสียมากกว่าด้วยซ้ำ เพียงแต่ทั้งคู่เป็นเด็กเพียงสองคนที่เร่งเรียนให้จบในรุ่นนั้น ในกลุ่มรุ่นพี่ที่อายุมากกว่า คนวัยใกล้เคียงกันจึงต้องเข้าหากันให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้ สถานการณ์และการเริ่มต้นอาจไม่ค่อยสวยเท่าไหร่นัก แต่ท้ายสุดแล้ว เด็กหนุ่มเด็กสาวก็กลายมาเป็นเพื่อนกันจนได้
อันที่จริงแล้ว คำว่าเพื่อน ก็อาจน้อยเกินไปที่จะอธิบายความสนิทสนมและความสำคัญที่พวกเขาให้กัน ซึ่งไม่นับเรื่องที่คอร์เนลเคยค้างคืนในบ้าน -- ในห้อง -- ของอลอนโซ่เมื่อเขากลับไปเยี่ยมแม่ที่อยู่ต่างรัฐ หรืออลอนโซ่ต้องนอนเบียดกับเพื่อนบนโซฟาขณะนอนเฝ้าพ่อของอีกฝ่ายในโรงพยาบาล
คอร์เนลโตมาอย่างคนไม่มีแม่ ส่วนอลอนโซ่ก็ไม่เคยมีโอกาสได้ทำความรู้จักกับผู้เป็นพ่อ การได้ใช้เวลากับครอบครัวของเพื่อนจึงช่วยถมหลุมที่ต่างฝ่ายไม่คิดว่ามีให้ตื้นขึ้นมา
ก็ออกจะเป็นความสัมพันธ์ที่แปลกประหลาดดี สำหรับผู้ชายที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นพวกชอบหว่านเสน่ห์หลังจากเรียนจบ กับผู้หญิงที่ไม่เคยสนใจจะออกเดทกับใครเลยไม่ว่าจะก่อนหรือหลังสำเร็จการศึกษา ในสายตาของคนที่เฝ้ามอง มีบ้างที่ช่วยลุ้นให้อลอนโซ่กับคอร์เนลตกลงปลงใจเป็นคนรักกันไปเสียที หลังจากที่เที่ยวเกี้ยวสาวคนนู้น คบหากับสาวคนนี้จนเป็นที่วุ่นวายไปเป็นพักใหญ่ มีแต่คนสนิทกันเท่านั้นที่รู้ ว่าในระหว่างสายสัมพันธ์และมิตรภาพ พวกเขาลืมคำว่าเพศไปหมดแล้ว
ฝ่ายหญิงไม่ได้ขี้ริ้ว ฝ่ายชายก็ใช่ว่าจะรูปชั่วตัวดำ การจะข้ามเส้นแบ่งคำว่าเพื่อนไปจึงไม่ใช่เรื่องน่าเกลียด เพียงแต่คอร์เนลไม่ใช่ผู้หญิงในสายตาอลอนโซ่ และอลอนโซ่ก็ไม่ใช่ผู้ชายในสายตาคอร์เนล
เมื่ออยู่ด้วยกัน คิดถึงกัน พวกเขาก็แค่ ไม่มีเพศ
อาจมีบ้างที่หยอกล้อกันเล่นเหมือนคนรัก แต่ทั้งคู่ก็รู้ว่ามันไม่มีอะไรลึกซึ้งไปมากกว่านั้น แม้แต่ความสัมพันธ์ทางกายที่ต่างรู้ว่า ถ้าขอ มันก็คงเริ่มได้ไม่ยาก เพียงแต่พวกเขา ไม่ทำ
เท้าของทั้งสองคน เหยียบยืนอยู่บนอะไรบางอย่างที่หากจะอธิบาย คงเสียเวลาไปหลายวัน
ฝ่ายหนึ่งไม่เคยถาม และอีกฝ่ายก็ไม่คิดจะให้คำตอบลอยๆในสิ่งที่ไม่รู้หัวข้อ
คอร์เนลเป็นอะไรบางอย่างที่สำคัญมากๆของอลอนโซ่ เป็นหลักให้ยึด เป็นคนที่อยู่ข้างๆในเวลาที่สับสนวุ่นวายของชีวิต เขาเคยเสีย--และรู้ว่าเขาสามารถเสีย--อะไรได้มากมายหลายอย่าง แต่ทั้งหมดนั้นก็ไม่ได้รวมถึงเพื่อนรักคนนี้
อลอนโซ่เองก็เป็นอะไรบางอย่างที่สำคัญมากของคอร์เนล เป็นเหมือนที่พักใจ เป็นบ้านให้กลับ เป็นคนที่เข้าใจกันได้โดยไม่ต้องสื่อสาร ตลอดการทำงานที่เคยผ่านมา หล่อนจำเป็นต้องหลอกลวงคนหลายสิบหลายร้อย แต่ก็มีเพียงไม่กี่คนที่หล่อนรู้ว่าสามารถเล่าความจริงให้ฟังโดยไม่ต้องกังวลว่าจะถูกหักหลัง
อาจารย์ที่ปรึกษาเคยเปรียบเทียบว่าทั้งสองคนเหมือนนกอพยพที่ไม่มีหลักแหล่งแน่นอน --แต่ ไม่ใช่หรอก ทั้งหล่อนทั้งเขาต่างก็รู้ดี ว่าที่ข้างๆตัวของอีกฝ่ายนั้นมีไว้ให้กันและกันเสมอมา และคงมีต่อไปอย่างน้อยจนกว่าจะมีใครสักคนซึ่งสามารถทำหน้าที่อย่างที่พวกเขาทำให้กัน--และมากกว่าที่พวกเขาทำให้กัน-- เข้ามาแทน
กับอลอนโซ่ คอร์เนลรู้ว่าคงอีกไม่นานเท่าไหร่
แต่กับตัวเอง หญิงสาวคิดว่าคงไม่ใช่ในเร็ววัน
ความรักทำให้หล่อนเหนื่อยมากเกินกว่าจะคิดถึง
เครื่องปรับอากาศพ่นไอเย็นจนค่อนไปทางหนาว ผ้านวมที่หอบมาจากห้องนอนทำให้หล่อนอุ่น
ไหล่ที่พ้นขอบเสื้อกล้ามกำลังคันหยุบหยิบเช่นเดียวกับผิวแก้ม เมื่อชายหนุ่มใช้มันต่างหมอน และคอร์เนลเองก็ยืมศีรษะเพื่อนมาทำแบบเดียวกัน ตอผมสั้นๆที่เพิ่งขึ้นได้ไม่นานกดลงกับผิวเนื้อ ให้ความรู้สึกที่บอกไม่ถูก แรกๆหล่อนนึกรำคาญ แต่พอผ่านไปสักพักก็เริ่มจะบอกได้ว่าไม่เป็นไร
"เป็นไงบ้างวะ เทอมแรกในวิทยาลัยหลังจากจบไป" เตกีล่าขวดแรกหมดไปแล้ว แต่หล่อนปฏิเสธที่จะเปิดอีกขวดเพราะไม่อยากมึนหัวหนักในตอนเช้า จึงเอาเบียร์ที่ตุนไว้มาดื่มกันแทน -- ถึงแม้คนเป็นเพื่อนจะบอกว่าพอตื่นมามันไม่ค่อยต่างจากดื่มเหล้าแม็กซิโกอีกขวดเท่าไหร่ก็เถอะ
"ก็ดี สนุก เหมือนได้กลับไปเป็นเด็กอีกรอบ" คอร์เนลหัวเราะเบาๆทั้งที่ไม่รู้สาเหตุ "พวกนักเรียนรุ่นปัจจุบันนี่แสบๆทั้งนั้น โชคดีชะมัดที่ไม่ต้องเป็นแอดไวเซอร์ตั้งแต่ปีแรก" ในปีสุดท้ายก่อนจะจบการศึกษา นักเรียนในวิทยาลัยทุกคนจะต้องมีอาจารย์ที่ปรึกษาคอยให้คำแนะนำ -- รวมไปถึงเคี่ยวเข็ญสำหรับบางคน -- เพื่อให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพเมื่อเข้าทำงานแล้ว
"ปกติอาจารย์ใหม่เขาก็ไม่ให้เป็นอยู่แล้วไม่ใช่เรอะ" เบียร์เย็นๆกระป๋องใหม่วางแหมะลงบนหน้าขา หญิงสาวรับมาเปิดก่อนยกแตะริมฝีปาก
"ก็เกือบไม่ปกติเพราะอาจารย์สเวนน์น่ะสิ ต้องขอบคุณอาจารย์คาซึยะที่เบรกไว้ทัน" อลอนโซ่หัวเราะ เขาเปลี่ยนมาสวมเสื้อยืดใส่นอนกับกางเกงขาสั้น -- แน่นอนว่าเอามาทิ้งไว้ที่ห้องนอนของเพื่อนรักตั้งนานแล้ว
"ตาลุงนั่นทำถูก อาจารย์สเวนน์ประเมินแกสูงไปว่ะ" ถึงคำพูดจะฟังคล้ายดูถูก แต่คนเป็นอาจารย์ใหม่ก็กลับไม่โกรธ เพราะรู้ดีว่าเจตนาไม่ได้ต้องการเช่นนั้น
"ฉันก็คิดงั้น ประสบการณ์สอนอะไรไม่มี จะไปแนะนำอะไรใครเขาได้วะ บอกวิธีเอายานโหม่งโลกล่ะได้อยู่" หญิงสาวกระดกเบียร์อีกอึกใหญ่ ก่อนส่งกระป๋องแบ่งให้เพื่อนบ้าง
"เขาคงเห็นว่าแกสนิทกับคุณเอริก้าเลยพอจะเรียนรู้มานิดๆล่ะมั้ง" เขาทำมืออธิบายคำว่านิดๆให้หล่อนดู คอร์เนลขำ
"นั่นเขาเรียกว่าแทบไม่มีเลยต่างหากเฟ้ย"
"จริงๆฉันก็เห็นด้วยกับอาจารย์สเวนน์ แกเป็นแอดไวเซอร์ได้ว่ะ คอร์" ดวงตาสีฟ้าเข้มเหลือบมอง
"ไหนเพิ่งพูดไปว่าตาแกนั่นประเมินฉันสูงเกินจริง" หล่อนย้อน
"ฉันหมายถึงประสบการณ์ชีวิตแกหรอก จบไปห้าปีมีใครโชกโชนได้เท่ามั้ยในรุ่นพวกเรา" เขาใช้นิ้วโป้งชี้ท้องน้อยอีกฝ่าย ในจุดที่มีแผลเป็นขนาดใหญ่พาดอยู่ หญิงสาวมองตาม ก่อนชันขาขึ้นอย่างไม่ค่อยสบายใจเท่าไหร่นัก
"มีออกเยอะแยะ" อาจารย์สาวยักไหล่ "อย่างน้อยก็แกล่ะคนนึง"
"มันคนละแบบ" กางเกงบ็อกเซอร์ร่นลงมาเกือบถึงโคนขา อวดรอยสักสีดำสนิทตัดกับผิวขาวจัด -- ภาพฟีนิกซ์บนกองเพลิง -- อลอนโซ่จ้องอยู่อึดใจหนึ่งก่อนดึงผ้านวมที่ห่มอยู่ปลายเท้าขึ้นมาคลุมให้
"นั่นแหละ ห้าปีของทุกคนมันก็ยาวเท่ากัน ประสบการณ์ของแต่ละคนก็เท่ากัน ขึ้นอยู่กับว่าจะมองในมุมไหน" หล่อนซบศีรษะเพื่อน "เอาจริงๆฉันไม่พร้อมจะรับผิดชอบอนาคตใครว่ะ อย่าว่าแต่ห้าคน สามคน หรือคนเดียวเลย ตัวเองก็ยังแทบจะเอาไม่รอดด้วยซ้ำ" เพราะเส้นทางในอนาคตหลังจบการศึกษาแล้วเป็นเรื่องสำคัญ อาจารย์ที่ปรึกษาจึงเป็นบุคคลที่สำคัญมากในการแนะแนวและแนะนำไม่ให้นักเรียนหลุดออกไปจากกรอบที่ควรจะเป็น สมัยเรียน ทั้งคอร์เนลและอลอนโซ่มีอาจารย์ที่ปรึกษาคนเดียวกัน -- อาจารย์คาซึยะ -- ที่แม้จะจบการศึกษาแล้วก็ยังคอยตามมาดูแล เป็นห่วงเป็นใยไม่ขาด -- จนหลายครั้งคนเป็นลูกศิษย์ก็รู้สึกว่ามันเกินพอดีด้วยซ้ำ
"ฉันว่าแกทำได้ แค่แกไม่อยากทำ" เขาแย้ง และหญิงสาวก็ไม่คิดจะปฏิเสธ หล่อนตะปบมือเพื่อน แย่งเหล้าหมักจากธัญพืชมาดื่มจนหมดในครั้งเดียว
"ใช่ ไม่อยากทำ จะอีกกี่ปีฉันก็ไม่อยากทำ ฉันทำได้ไม่ถึงครึ่งอาจารย์คาซึยะหรอก แถมความคิดฉันมันไม่ควรปลูกฝังใส่หัวเด็กคนไหนว่ะ" ริมฝีปากฉาบรสเบียร์ฉีกยิ้ม "นอกลู่นอกทางเกินไป คิดแบบที่พวกบนๆเขาไม่อยากให้เด็กรุ่นใหม่ๆคิดกัน"
"เพราะงี้ไง แกถึงได้เข้ากันดีกับพวกธันเดอร์เบิร์ด" คอร์เนลหัวเราะลั่น
"ถูกต้องเลย อลันที่รัก"
เขามองปลายผมสีเทาเกือบจะดำ ที่ดูกลมกลืนกันดีกับสีแดงเข้มซึ่งเป็นสีที่แท้จริง มันแผ่สยายเต็มหมอนที่เจ้าหล่อนนอนอยู่ -- หรือพูดให้ครบกว่านั้นหน่อยคือหมอนที่คอร์เนลเอามาให้เขาใช้แต่ก็ถูกเจ้าตัวแย่งหนุนไปแล้ว -- สีที่ต่างกันของมัน จู่ๆก็ชวนให้นึกถึง ดาวฤกษ์ที่ลุกไหม้ท่ามกลางห้วงอนธการของอวกาศ -- ก็ว่าเข้านั่น นอกจากภาพผ่านส่วนรับภาพของยานแล้ว เขาไม่มีโอกาสได้เห็นของจริงหรอก ตาบอดก่อนพอดี
คอร์เนลครางอือในลำคอเมื่อเท้าเขาป่ายไปถูกเข่าของหล่อนโดยบังเอิญ อลอนโซ่รู้ว่าเพื่อนรักไม่ได้เมามากขนาดนั้น เพียงแต่เมื่อต่างฝ่ายต่างไม่รู้ว่าจะคุยอะไรต่อ หญิงสาวเลยชิงนอนไปเสียดื้อๆ
ห้องกำลังเงียบ และเวลานี้ก็ดึกมากพอที่จะใช้วิเคราะห์อะไรบางอย่างที่เขาครุ่นคิดมาตลอดหัวค่ำและต้องการคำปรึกษา -- ไม่สิ จริงๆอาจอยากได้ถังขยะ -- เพียงแต่คนที่กะว่าจะคุยด้วยกลับหลับไปแล้ว
คนอาศัยชั่วคราวนั่งมองผ้านวมขยับขึ้นลงตามจังหวะหายใจของเพื่อน ชั่งใจว่าจะเปิดเหล้าอีกขวดที่เอามาด้วยดี หรือหอบเบียร์ที่เหลือไปเก็บแล้วนอนซะ ใครๆก็รู้ว่าอลอนโซ่ต้องเลือกข้อแรก แต่บางที คืนนี้เขาก็อยากเป็นอลอนโซ่ ที่ไม่ใช่อลอนโซ่ที่ใครๆก็รู้จักดู
"จะเก็บของก็ไว้เก็บตอนเช้า ปิดไฟซะ ฉันแสบตา" เขาเกือบสะดุ้งในตอนแรก
"คิดว่าแกหลับไปแล้วซะอีก" ชายหนุ่มอุบอิบ คอร์เนลพลิกจากตะแคงกลับมานอนหงาย ดวงตาสีฟ้าลืมขึ้น แม้รูม่านตาจะหดแคบ แต่มันก็ปราศจากรอยง่วงงุนอย่างที่น่าจะมี
"ใครจะไปหลับลงวะ ทั้งไฟ ทั้งเสียงแกซดเบียร์ แถมยังมีคนโรคจิตมองตัวเองตลอดอีก ฮึ่ย ขนลุก" อาจารย์สาวแกล้งว่า เลยโดนคนโรคจิตผลักหัวเข้าให้ อลอนโซ่ลุกขึ้นยืน ทำท่าจะหอบกระป๋องเครื่องดื่มที่ยังไม่ได้เปิดไปเก็บในตู้เย็น แต่ก็โดนสัมผัสเย็นแตะข้อเท้าเสียก่อน
"บอกแล้วไงว่าไม่ต้องไปเก็บ" หล่อนลุกขึ้นนั่ง เส้นผมที่กำลังเริ่มยาวเลี้อยต้นคอยุ่งเหยิงล้อมกรอบหน้าเหมือนม้วนเถาวัลย์สั้นๆ ดวงตาสีฟ้าเข้มเงยสบกับสีเขียวแก่
"จะนอนทั้งรกๆแบบนี้น่ะเรอะ"
"รกกว่านี้แกก็นอนมาแล้ว ทำเป็นลืมไปได้" หญิงสาวว่า "ไปปิดไฟไป แล้วอยากคุยอะไรค่อยนอนคุยกัน" คนที่ยืนค้ำหัวอยู่นิ่งอึ้งไปอึดใจ ก่อนหัวเราะเสียงแหบ
"นี่ถ้าฉันไม่ได้สนิทกับแกมากขนาดนี้ ฉันคงคิดไปแล้วว่าแกมีพลังจิตแบบซานดรอฟไปแล้ว" ริมฝีปากสีส้มแดงยิ้มจาง
"ต่อให้มีพลังจิตก็อ่านใจใครไม่ได้ว่ะ" มือตบเบาๆที่น่องสีแทนเป็นเชิงไล่ อลอนโซ่ส่ายหัวก่อนเดินไปทางแผงสวิตช์ไฟ
"อีกอย่างนะอลัน เพราะเป็นเพื่อนกันหรอก ถึงพอเดาได้ว่าแกมีอะไรในใจอยู่"
ในความมืด เขาได้ยินเพียงเสียงหายใจ และลมอุ่นร้อนกระทบแก้มเมื่อร่างที่นอนข้างๆตะแคงตัวเข้ามาหา
"ถ้าแกไม่เริ่มเล่าภายในห้านาทีนี้ ฉันจะหลับจริงๆล่ะนะ" หญิงสาวกระซิบ แต่ในความเงียบ ถ้อยแผ่วก็ราวกับจะดังเท่าคำปกติ เสียงชีพจรที่แทบจะไม่ได้ยินก็กลับชัดเจนยิ่งกว่าคนพูดขึ้นมา
อลอนโซ่ถอนหายใจ
"เริ่มไม่ถูกว่ะ"
"แล้วกัน" คอร์เนลบ่นเบาอย่างถอนฉิว "เรื่องอะไร ใช่เรื่องงานหรือเปล่า" คลับคล้ายว่าจะได้ยินเสียงลมหายใจสะดุด
"อ้าว ฉันเดาถูกเรอะ" หญิงสาวหัวเราะแม้ไม่รู้สึกว่ามันขำ
"เออ" ผ้าร่มของถุงนอนที่ปูอยู่ใต้ร่างเสียดสี เมื่ออีกฝ่ายพลิกตัวตะแคงเข้าหา ในแสงสลัวไร้ที่มาในห้อง หล่อนเห็นโครงหน้าของเพื่อนแต่เพียงเลือนราง
"มีปัญหากับกัปตันคนใหม่หรือไง" ปลายนิ้วแตะไล้ที่ขมับ คอร์เนลพยายามจินตนาการถึงดวงตาสีเขียวเข้มของอีกฝ่ายในความมืด -- แต่บางที อลอนโซ่ก็อาจหลับตาอยู่ก็ได้
"ไม่เลย อันที่จริงฉันเข้ากับเขาได้ค่อนข้างดีด้วยซ้ำ" หล่อนรู้สึกถึงแรงสั่นน้อยๆใต้นิ้วมือมืออีกฝ่ายหัวเราะทุ้มในลำคอ
"งั้น แกหลงรักกัปตันคนใหม่เข้าแล้ว" อาจารย์สาวเดาสุ่มอย่างจงใจกวนประสาท
"บ้าเรอะ หมอนั่นมันเป็นผู้ชายเว้ย" เขาโวยเสียงดังขึ้นหน่อยก่อนเตะเข้าเต็มแรงที่หน้าแข้ง และไม่ต้องสงสัยเลย --คอร์เนลเตะคืนเช่นกัน
"ก็เห็นแกบอกคลำดูถึงมีหางแต่ถูกใจก็เอาเองนี่หว่า" หล่อนย้อน สอดปลายเท้าตนเองเข้าไประหว่างน่องของอีกฝ่าย ก่อนใช้ขาข้างที่ว่างพาดทับเพื่อไม่ให้โดนประทุษร้ายซ้ำสอง
"แต่อย่างน้อยก็ไม่ใช่หน้าตาแบบไอ้บ้าแอสทรอนล่ะวะ" เขาสบถตามหลังอีกสองสามคำอย่างถอนฉิว อาจารย์สาวหัวเราะ นึกขอโทษกัปตันยานเดย์เบรกอยู่ในใจที่ทำให้ตื่นขึ้นมาจามกลางดึกเสียหลายหน
"กัปตันแอสทรอน... ชื่อคุ้นๆแฮะ เขาขี้เหร่ขนาดนั้นเลยเรอะ" ลากเสียงน้อยๆ แอลกอฮอล์ในเลือดกดสมองจนไม่สามารถนึกหน้าเจ้าของชื่อได้ออก แต่คลับคล้ายคลับคลากับสำเนียงการออกเสียงที่ติดหู
"เรื่องขี้เหร่ ฉันไม่ตอบว่ะ แต่เรื่องชื่อคุ้น ก็คนรุ่นเดียวกับแกไง ภาคการบิน มาร์โก แอสทรอน" หล่อนทำเสียงปฏิเสธในลำคอ "อะไรกันวะ ทั้งรุ่นแก แกจำใครได้บ้างเนี่ย"
"เวย์น รูมเมทฉัน แล้วก็คนอื่นอีกสักสามสี่คน มั้ง" คอร์เนลพยายามคิด "ส่วนใหญ่จะจำได้แค่รุ่นพวกเราที่จบมาพร้อมกันว่ะ"
"แย่" นักบินหนุ่มพ่นลมออกทางจมูก เลยได้กำปั้นหนักๆทุบไหล่เป็นของแถม
"เฮ้ย เดี๋ยว นอกเรื่องแล้ว ตกลงอีตากัปตันนั่นเกี่ยวหรือไม่เกี่ยวกับปัญหาที่แกกำลังจะเล่า" หล่อนใช้แขนข้างหนึ่งชันตัวขึ้นมาพร้อมโน้มร่างเข้าหาจนแทบจะคร่อมอีกฝ่ายอยู่รอมร่อ คำพูดเริ่มส่อแววหงุดหงิด
"เกือบจะเกี่ยวแต่ก็ไม่" เสียงถอนหายใจในความมืด ให้ความรู้สึกเหน็ดเหนื่อยมากกว่ารำคาญ กริยาของคอร์เนลจึงได้อ่อนลงเล็กน้อย
"งั้น เรื่องอะไรวะ" หล่อนพลิกกลับไปนอนข้างๆเช่นเก่า สอดมือประสานกับนิ้วหยาบแล้วกระชับหลวมๆ "แต่ถ้าไม่อยากเล่าจริงๆก็ไม่เป็นไรหรอกนะ"
"ไม่หรอก" ความขมของเสียงหัวเราะเจืออยู่ในน้ำเสียง หญิงสาวได้ยินเขาสูดลมหายใจลึกคล้ายรวบรวมกำลังใจ
"แกจำที่ฉันเล่าให้ฟังตอนที่แกเพิ่งกลับมาได้มั้ย" เขาหมายถึงเมื่อสักเกือบหนึ่งปีก่อน "เรื่องเนวิเกเตอร์หญิงคนนั้น"
"คนที่มาบอกว่าชอบแก..." หล่อนถามอย่างไม่ค่อยแน่ใจนัก เพราะก่อนจะย้ายยานประจำการ อลอนโซ่มีเพื่อนร่วมกะเป็นผู้หญิงอยู่สองสามคน
"เออ คนนั้นแหละ" นิ้วในอุ้มมือหล่อนสั่น "ตอนนี้ เธอ ตายแล้ว"
ลมหายใจของคอร์เนลกระตุกค้าง
"อลัน.." หญิงสาวครางในลำคอ สมองตื้อชาจนนึกคำพูดไม่ออก
"สองเดือนก่อนยานแมกเจลเลนถูกโจมตีแถวๆระบบดาวกรานอล์ฟ โชคดีที่ยานไม่ระเบิด แค่เสียหายบางส่วนเพราะเรียกสตอร์มเบิร์ดมาช่วยได้ทัน" หล่อนไม่เห็นหน้าเขาในความมืดหรอก แต่ก็รู้ได้ ว่าอลอนโซ่ต้องยิ้มขื่นๆแบบที่เจ้าตัวชอบทำอยู่แน่ๆ "แต่โชคร้าย ส่วนที่เสียหาย เธอ อยู่ในนั้น"
"เธอถึงฆาตเอง อลัน" หล่อนบีบมือเพื่อนทั้งที่ตนเองรู้สึกหายใจไม่ออก
"ฉันรู้ ฉันรู้" เขาพึมพัมตอบ "เพียงแต่ว่า ถ้าฉันรู้สักหน่อยว่าเธอจะต้องตายในอีกไม่กี่เดือนแบบนั้น ฉันจะดีกับเธอให้มากกว่านี้"
"ไม่มีใครรู้อนาคตได้ล่วงหน้าหรอก แม้แต่อาจารย์สเวนน์เองก็เถอะ" หล่อนพยายามพูดให้เขาขำ แต่สิ่งที่ได้รับกลับมามีเพียงความเงียบ คอร์เนลหายใจช้า ลังเลในความคิด ก่อนเอ่ยถาม
"แกชอบเธอหรือเปล่า"
"เปล่า แต่เธอก็เป็นเพื่อนร่วมงานที่ดี เป็นคนดี ดีจนไม่ควรมาชอบคนอย่างฉัน" เสียงของนักบินหนุ่มสั่นพร่า "ไม่รู้สิ ฉันรู้สึกมาตลอดตั้งแต่รู้ข่าว ว่าตั้งแต่หลังจากเธอบอกความรู้สึกนั้นและถูกปฏิเสธ ฉันคงเป็นฝ่ายทำให้เธอทุกข์มากกว่ามีความสุแน่ๆ ฉันเป็นคนที่แย่มากว่ะ คอร์เนล ฉันไม่สนใจคนที่ฉันไม่คิดจะสนใจเลย ต่อให้เขาจะแคร์ฉันมากขนาดไหนก็ตาม"
"มันก็เป็นเรื่องธรรมดาไม่ใช่หรือ ที่เราจะมีคนในสายตา และนอกสายตา" หล่อนกระซิบ ไล้นิ้วโป้งคลึงกับหลังมือของเพื่อนอย่างปลอบประโลม
"แต่มันก็แย่เกินไปที่จะละเลยคนที่เขาใส่ใจเรามากขนาดนั้นไม่ใช่หรือไง" อลอนโซ่ตอบเสียงพร่า "แกรู้มั้ย ก่อนเธอจะตายไม่กี่ชั่วโมง เธอยังเมลล์มาอวยพรให้ฉันหายป่วยไวๆอยู่เลย" ไหล่เขาสั่น คอร์เนลดึงเพื่อนรักเข้ามากอดแม้จะรู้ว่านักบินหนุ่มไม่ได้ร้องไห้ แต่ความทรมานเพราะใครสักคนที่คุ้นเคยจากไปมันส่งต่อให้กันได้เป็นอย่างดี -- โดยเฉพาะเมื่อผู้รับนั้นเคยผ่านการสูญเสียมาไม่ต่างกัน
"ฉันรู้สึกผิดต่อเธอว่ะ ทำไมฉันไม่ดีกับเธอให้ดีกว่านี้วะ"
"มาถามตอนนี้แล้วเธอจะได้ยินมั้ย" คอร์เนลสวนกลับ
"คอร์..." เสียงเรียกชื่อหล่อนแผ่วจนแทบจะไม่ได้
"ปาปาฉันเคยสอนแกไม่ใช่หรือไง ว่าอะไรที่ทำแล้วคิดว่าจะเสียใจทีหลัง ก็อย่าทำ" ลมหายใจของอีกฝ่ายที่รดใกล้แก้มกระตุกสั่น "แล้วไม่คิดบ้างเหรอ ว่าถ้าเธอ--มีโอกาส--รับรู้ ว่าแกเสียใจและรู้สึกผิดขนาดนี้ เธอจะรู้สึกแย่ขนาดไหน" เพราะความทุกข์สามารถแพร่กันได้ทางอากาศ ปลายเสียงของหญิงสาวจึงอ่อนลง "ฉันไม่ได้บอกว่าแกทำดีแล้วที่เพิกเฉยกับเขาอย่างนี้หรอกนะอลัน แต่ อย่างน้อยแกก็ทำถูกแล้ว"
"ทำไม"
"ผู้หญิงน่ะ ลงว่าบอกความรู้สึกไปแล้วถูกปฏิเสธมา ดีที่สุดที่เขาหวังคือ ขอให้ทุกอย่างยังเหมือนเดิม" หล่อนแอบยิ้มขมๆในความมืดเพราะรู้ว่าอีกฝ่ายมองไม่เห็น "แกเคยทำเหมือนเขาเป็นเพื่อนร่วมงานยังไง ก็ทำไปอย่างนั้นแหละดีแล้ว การตีตัวออกห่าง หรือทำดีมากขึ้นไปอีกเพราะสงสารน่ะรังแต่จะให้ความหวังและทำเขาเจ็บปวดยิ่งกว่าเก่าซะอีก"
"จริงหรือเปล่า" รู้สึกได้ว่ามือที่ตนกระชับอยู่กำลังเลื่อนหลุด ก่อนแขนหนักจะสอดเข้ามาระหว่างข้อศอกกับสะโพก รั้งร่างให้เข้าหา
"แล้วแกคิดว่าคงอย่างฉันจะโกหกเพื่อให้ผู้ชายห่วยๆอย่างแกสบายใจหรือเปล่าล่ะ" หล่อนย้อน "พูดจากประสบการณ์ตัวเองหรอกนะ ไม่ได้จำขี้ปากใครที่ไหน"
"อือ" หางเสียงอลอนโซ่ยังคงหงอยๆ เขากอดหญิงสาวแน่นขึ้นอีกหน่อย แต่ในสัมผัสนั้นก็มีเพียงความว้าเหว่ที่ต้องการหลักยึด คอร์เนลลอบถอนหายใจอย่างไม่ประสงค์ให้อีกฝ่ายรู้แล้วกอดตอบ มือสากกว่าผู้หญิงทั่วไปลูบแผ่นหลังที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามเนื้อช้าๆ
ทั้งคู่นิ่งอยู่ในท่านั้นอยู่นาน จนอาจารย์สาวเริ่มรู้สึกว่าแขนที่อยู่ใต้ร่างเริ่มปวดแปลบ
"รู้สึกดีขึ้นมั้ย"
"แขนชาแล้วล่ะสิ" ปลายเสียงกลั้วหัวเราะ พอให้หล่อนใจชื้นขึ้นบ้าง อลอนโซ่พลิกตัวกลับไปนอนหงาย --และคงจ้องเพดานต่ออย่างที่ชอบทำเมื่อครั้งยังเป็นวัยรุ่น ลมหายใจหนักดังสะท้อนในความเงียบให้หญิงสาวตะแคงฟังอยู่นานจนเบาใจแล้วจึงค่อยปรับอิริยาบถบ้าง
"ขอบคุณนะคอร์" เขากระซิบ
"เรื่องเล็กน้อยน่า เพื่อนกัน แกยังฟังฉันร้องไห้อยู่ตั้งนานตอนปาปาไป" หญิงสาวบีบมือเพื่อนในความมืด
"แกสั่งน้ำมูกกับเครื่องแบบฉันด้วยซ้ำ ไอ้ซกมก"
"ก็ใครใช้ให้แกเอาเสื้อนอกโยนมาให้ล่ะวะ" หล่อนเถียงกลับแม้จะหน้าร้อนๆ "สติไม่มี คว้าอะไรได้ก็เช็ดทั้งนั้นแหละ"
"คราวหลังฉันจะโยนกางเกงในใช้แล้วให้"
"ให้เอาไปครอบหัวแกน่ะสิไอ้เวร"
อลอนโซ่ชกไหล่เบาๆ คอร์เนลเตะหน้าแข้งกลับ สงครามใต้โปงผ้าห่มจึงเริ่มต้นขึ้น ทั้งคู่เล่นกันเป็นเด็กๆ ผ้าร่มและผ้านวมเสียดสีจนยับยู่ยี่ เสียงหัวเราะระเบิดลั่นบ่อยครั้งจนนึกกลัวว่าห้องข้างๆจะมาเคาะประตูถาม หล่อนซัดเขาจนเหงื่อออก หอบเพราะหมดแรงจากการหัวเราะ อลอนโซ่ก็ไม่แพ้กัน ผ้านวมผืนใหญ่ถูกเตะไปกองอยู่ปลายเท้า ส่วนแขนก็พาดบนหน้าท้องที่สะท้อนขึ้นลงของอีกฝ่าย
"ชิบเป๋ง เหงื่อแตกขนาดนี้จะนอนได้มั้ยวะ" คอร์เนลขำ ขาข้างหนึ่งทับเข่าเพื่อน
"ได้ไม่ได้ฉันก็ขี้เกียจอาบน้ำอีกรอบแล้วว่ะ" เสียงตอบปนหาว
"ตื่นมาคันอย่าบ่น" หล่อนว่าก่อนดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมให้แล้วตะแคงตัวหันหลัง ผ้าถุงนอนที่ปูรองตัวเสียดสีแสกสาก บอกให้รู้ว่าอลอนโซ่ก็กำลังทำแบบเดียวกัน
ลมหายใจที่ถี่กระชั้นผ่อนลงช้าจนใกล้เคียงกับคนนอนหลับ คอร์เนลนิ่งฟังอยู่สักพักก่อนเสี่ยงเรียก
"อลัน"
"หือ" หางเสียงงัวเงียเสียหน่อย แต่แผ่นหลังที่ขยับมาชนกันยังพอยืนยันได้ว่าว่าอีกฝ่ายมีสติรับฟังอยู่
"เที่ยวบินหน้าวันไหนน่ะ"
"อีกห้าวัน ถามทำไมน่ะ"
"พุธหน้าครบรอบวันตายคุณแม่แล้วนี่" หล่อนหมายถึงคุณแม่ของเพื่อน "พรุ่งนี้ไปเยี่ยมกันมั้ย"
"ถ้าแกไม่ชวน วันมะรืนฉันก็กะจะจับแกใส่กระสอบยัดขึ้นรถไปด้วยกันอยู่แล้ว" เขาหาวปนหัวเราะ "นอนบ้านฉันสักคืน แล้วค่อยกลับมาหวัดดีปาปากับมามมาละกัน"
คอร์เนลยิ้มในความมืด
"ตกลง"
บางทีความสัมพันธ์ระหว่างหล่อนกับเขาก็คงจะดำเนินเป็นเส้นเรียบๆที่ขนานกันแบบนี้ไปตลอด ต่อให้ดูเหมือนห่างกันไปสักเท่าไหร่ แต่สุดท้าย ที่ปลายทางก็จะยังมองเห็นกันอยู่แบบนี้ เพราะคอร์เนลรู้ดีว่าอลอนโซ่เป็นคนแกร่งกว่าที่ใครๆเห็น และอลอนโซ่ก็รู้ดีกว่าคอร์เนลไม่ได้เข้มแข็งมากมายอย่างที่หลายๆคนเข้าใจ พวกเขารับรู้ถึงแก่นแท้ของกันและกัน แค่นั้น มันก็เพียงพอแล้วที่จะดูแลกันไปอย่างนี้
อย่างน้อยก็จนกว่าจะได้เจอใครสักคนที่สามารถรักและรักตอบได้ พวกเขาจะเว้นอากาศข้างๆตัวไว้ ให้เป็นพื้นที่ที่มีเพียงอีกฝ่ายเท่านั้นจึงจะได้เข้ามา
===============================================
[Postscript]
- อย่างที่บอกไปตอนต้นว่าฟิคนี้จริงๆตั้งใจจะลงช่วงคริสมาสต์ขรั่บ แต่ก็ นะ oTL เลยแก้พล็อตแก้อะไร ออกมาเป็นแบบนี้แทน
- อลอนโซ่กับคอร์เป็นสองคนที่เวลาเข้าโหมดจริงจังเป็นเรื่องเป็นราวจะรู้สึกเขียนยาก เพราะภาพของสองคนนี้เวลาอยู่ด้วยกันส่วนใหญ่ถ้าไม่ตบตีกันเป็นเด็กๆก็จะเกรียนๆใส่กันแทน .... //สงสารอาจารย์คาซึยะจับใจเวลาลากพวกมันเข้าไปเทศน์
- เรื่องนี้เกิดหลังจดหมายฉบับสุดท้าย ในเรื่อง จดหมายถึงพี่ชาย สักสามสี่ปีได้ค่ะ คอร์ไม่ได้อยู่ในธันเดอร์เบิร์ดแล้วล่ะ //ส่วนเกิดอะไรขึ้น เชิญหาคำตอบได้ในเรื่องหลัก /โดนชกว์
- ไม่ได้เขียนเรื่องที่ใช้คำพูดสลับบรรยายนานมาก ปกติเขียนแต่อะไรเวิ่นๆ(ไม่เป็นผู้เป็นคนพอกัน) ถ้าภาษาชวนงงบอกได้เลยนะก๊าบ ;v;
- ที่เขียนเรื่องนี้จริงๆเพราะส่วนหนึ่งอยากเขียนความสัมพันธ์ชายหญิงที่มากกว่าเพื่อนแต่ไม่มีทางเป็นแฟนดู (ฮา)
- จริงๆสองคนนี้เป็นมนุษย์สองตัวที่แอบคิดไปเองว่าเป็นแฟนกันคงสนุกแน่ๆ แต่พวกเขาไม่คบกันเพราะรู้ว่าไปยังไงก็ไม่สุด แล้วพอถึงปลายทาง ต้องเลิกกันมันต้องเสียเพื่อนแน่ๆ ก็เลยเป็นเพื่อนกันต่อไปแบบนี้โดยไม่มีซัมติงรองอะไรเลย
- โคตรเฟรนด์โซนเลยนี่หว่า (ฮา)
- บ่นเองเล็กๆว่าอยากเขียนเรื่องอาจารย์คาซึยะด้วย คิดไว้เยอะมากแต่หาช่องยัดลงไปไม่ได้ oTL เขาเป็นมนุษย์ผู้มีอิทธิพลต่อสามพี่น้องเซิร์ธและไอ้บ้าอลอนโซ่ขริงๆ
- ปาปา คือ คุณพ่อของคอร์ (คุณริชาร์ดในจดหมายถึงพี่ชาย) ส่วนมามมาคือแม่ค่ะ (บ้านนี้จะเรียกกันแบบนี้) และคุณแม่ คือแม่ของอลอนโซ่ แต่ก็อย่างที่เล่าไปว่าไอ้สองบ้านี่สนิทกันมาก ก็เลยเรียกตามกันไปหมดด้วยประการละชะนี้
- จบฟิคนี้แล้วคงจะดองบล็อกไปพักใหญ่ๆครับ
- จริงๆก็ดองอยู่แล้วแหละ (ฮา)
- เจอกันเอนทรี่หน้านะคะ :)














